จะขอบอกปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าในสมัยเมื่อผมยังเด็กๆ คำว่าเด็กก็หมายถึงสมัยเมื่อบวชใหม่ ได้ทราบถึงปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าผู้นั้น แต่ทว่าเวลานั้นก็ทราบไม่ละเอียดนัก ต่อมาได้รับหนังสือบันทึกของท่านที่ท่านได้ทำเข้าไว้ แต่ความจริงไม่ได้อนุญาตให้ผม ท่านบันทึกไว้เมื่อสมัยท่านทำกิจจบแล้ว

       คำว่าจบในที่นี้ ผมก็ไม่ได้พยากรณ์ท่านว่าเป็นพระอรหันต์ แต่ทว่าการที่ท่านพยากรณ์ไว้ก็ไม่ได้มีความมุ่งหมาย  เพราะว่าท่านบันทึกไว้ไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะขายให้แก่ใคร เป็นการบันทึกปฏิปทาของท่านไว้เพื่อความทรงจำหรืออะไร ผมก็ไม่ทราบแน่นัก

       เป็นอันว่าเรื่องประวัติไม่สำคัญ เรามาดูแนวทางของท่านว่า ที่ท่านทำแล้ว ในที่สุดท่านก็พยากรณ์ชีวิตของท่านว่าจะมีอายุเท่าไร ถ้าไม่มีการต่อใหม่ท่านจะตายเมื่อไรกันแน่ ถ้าหากว่าจะถามว่าต่ออายุได้หรือ ก็ต้องตอบว่าท่านผู้ใดถ้าหากว่ามีความคล่องแคล่วหรือว่าชำนาญในอิทธิบาททั้งสี่ประการ ท่านทั้งหมดนั้นเป็นผู้ที่มีอายุไม่แน่นอน หมายความว่าการทรงชีวิตอยู่ของท่านถ้ามีประโยชน์กับประชาชนทั้งหลาย ท่านก็มีอายุถึงอายุขัยหรือว่าจะเลยกว่านั้นก็ได้ มันเป็นของไม่แปลก ถ้าหากว่าชีวิตความเป็นอยู่ของท่านไม่ประสบการเป็นประโยชน์กับปวงชน ท่านจะตายเมื่อไรก็ได้ก็เป็นเรื่องของท่าน

       เป็นอันว่าท่านทั้งหลายที่ทรงอิทธิบาทสี่ มีความคล่องแคล่วมีความชำนาญ องค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาตรัสว่า หากว่าท่านผู้นั้นจะอธิษฐานอายุของท่านให้อยู่กัปหนึ่งก็ยังได้ แต่ว่าท่านที่มีความชำนาญแบบนี้มีใครบ้างที่ไหนเขาจะอยากอยู่ เมื่อเห็นว่าขันธ์ห้ามันไม่สามารถจะทรงไหว พยายามให้มันทรงอยู่ต่อไปมันก็อยู่ได้อย่างชนิดไม้ค้ำยัน คือหมายความว่าต้องยันหน้ายันหลังแบบนี้เขาไม่อยู่กัน เขาจะอยู่กันต่อเมื่ออาการอย่างนั้นมันจะทรงตัวไม่ลำบากนัก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขายังมีประโยชน์กับประชาชนคนที่มีความเลื่อมใสที่จะทำความดี ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็สามารถจะต่อวาระของท่านไปอีกสักนิดสักหน่อยตามสมควร ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ก็ไม่น้อยนัก เห็นว่าสังขารมันร่อแร่เต็มที จะพยุงกันด้วยอาหารก็ลำบาก ใช้กำลังใจช่วยก็ไม่สมบูรณ์นัก ก็เลิกไม่อยู่ เพราะถึงอยู่ไปก็ไม่เป็นประโยชน์กับคนทั้งหลาย ก็เลิก ไม่อยู่เหมือนกัน

       สำหรับท่านผู้นี้ก็เหมือนกัน ท่านผู้เฒ่าที่เราจะเล่าถึงปฏิปทาของท่าน ท่านบันทึกเวลาตายของท่านไว้ ท่านบอกว่าท่านไม่ยอมต่อ แต่ทว่าต่อมาภายหลังปรากฏว่า ท่านมีอายุยืนยาวกว่าเดิมไปอีกพอสมควร ทั้งนี้ก็เพราะว่าพระต่อให้ท่าน ถึงเวลากาลอายุที่ท่านบันทึกไว้ ท่านก็ทำท่าว่าร่อแร่ทำท่าว่าจะตายเอาเหมือนกัน ถูกความทุกข์ทรมานมาเป็นเวลาหลายปี ร่างกายทรุดโทรมมาทีละน้อยๆ ในที่สุดก็ทำท่าว่าจะไปไม่ไหว บรรดาแพทย์ทั้งหลายทำการเยียวยากันอย่างหนัก แต่ว่ากำลังใจของท่านทำทุกอย่างเป็นปกติ โดยไม่ประวิงถึงว่าร่างกายมันจะพังหรือไม่พังจนกว่าจะสิ้นอายุขัย แต่ว่าเมื่อเวลาอายุขัยเข้ามาถึง ก็ปรากฏว่าท่านจำจะต้องอยู่ต่อไปตามความต้องการของพระ พระในที่นี้เป็นใครผมไม่บอก ขอให้ท่านทั้งหลายทำจิตเข้าสู่จุดนั้นท่านจะรู้เอง

       ต่อนี้ไปก็มาคุยกันถึงปฏิปทาของท่านว่า เมื่อครั้งที่แล้วพูดกันถึงอารมณ์ฟุ้ง ในตอนต้นตามบันทึกของท่านว่าท่านแก้อารมณ์ฟุ้งไปด้วยความลำบาก ความจริงแล้วอารมณ์ฟุ้งนี่มันจะพ้นไปได้จริงๆ เมื่อถึงอรหัตผล แต่ว่าลักษณะการฟุ้งมันไม่เหมือนกัน ท่านแก้อารมณ์ฟุ้งในตอนต้นก็ได้แก่ จิตมันไม่ทรงสมาธิ จะให้มันอยู่ตามกฎตามเกณฑ์มันก็ไม่ยอมอยู่ จะแก้ด้วย วิธีหลายๆ วิธีตามที่กล่าวมาแล้วเมื่อคืนนี้

       ขอย่อความว่า ใช้กำหนดลมหายใจเข้าออกบ้าง ภาวนาว่า พุทโธบ้าง เอาเม็ดกรวดมานับเป็นคะแนน ในเมื่อคำว่า พุทโธ ผ่านไป ก็เอาเม็ดกรวดวางไว้ ๑ เม็ด กว่าจะครบกอบก็เล่นเอาหลายวัน

       ต่อมาท่านมาใช้การเดินด้วยการภาวนาว่า พุทโธบ้าง นับก้าวที่จะเดินไปบ้าง มองดูภาพพระพุทธรูปบ้าง ใบไม้บ้าง ต้นไม้บ้าง วัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใดบ้าง เอาไม้มาเคาะบ้าง ทำจิตให้มันอยู่ในจุดนั้นให้หมด เป็นอันว่าท่านต้องต่อสู้มาสิ้นเวลาหลายวัน จิตก็พออยู่ทรงตัว คำว่าทรงตัวในที่นี้มันก็ไม่ได้มากนัก บางวันมันก็ทรงได้ถึงครึ่งชั่วโมง หนึ่งชั่วโมง

       แต่บางคราวคิดว่าเมื่อวานนี้เราทำจิตได้ดีพอสมควร แต่ว่าร่างกายไม่ดี ไม่มีเวลาพักผ่อน มาวันนี้เรานอนให้สบาย ตั้งใจจะทำให้มันดีถึงที่สุด ในบันทึกของท่าน วันนั้นเกิดการเตลิดเปิดเปิงเข้ารูปเข้ารอยไม่ได้ เกือบจะกลุ้มใจตายเพราะมันไม่ทรงสมาธิ ทั้งนี้ก็เพราะว่าการตั้งใจเป็นอุทธัจจะกุกกุจจะ เป็นอารมณ์ที่เกิดจากความฟุ้งซ่านและรำคาญของจิต

       ตอนนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายฟังแล้วก็จำ จำแล้วก็คิด คิดแล้วก็ปฏิบัติตาม ทำสติสัมปชัญญะให้มันรู้เพียงแค่จะระงับใจ โดยไม่ต้องพิจารณาบ่อนทำลายอารมณ์ร้ายใดๆ ทั้งหมด ให้จิตมันทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง บางวันมันก็ดี บางวันมันก็ไม่ดี ในที่สุดมานั่งตัดสินใจใหม่ว่า แบบชนิดที่ว่าจะเอาดีกันเท่าไรๆ นั้นไม่เอา เลิกกันเสียที ในบันทึกของท่านว่าอย่างนั้น มาเอาดีกันอย่างนี้ดีกว่า เอาว่าวันไหนเวลาไหนดีเท่าไรเอาเท่านั้น โดยมีอารมณ์อันหนึ่งคิดอยู่ในใจว่าขึ้นชื่อว่าบุญกุศล องค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาทรงกล่าวว่ามันเป็นเครื่องสะสมอยู่ในจิต ถ้ากำลังจิตของเราดีแล้วมันก็ทรงตัว วันนี้ทำดีน้อยจิตมันก็ทรงน้อย พรุ่งนี้ดีมากจิตก็เพิ่มความดี มะรืนนี้จิตดีน้อยก็เพิ่มความดีน้อยเข้ามา เพราะว่าดีเก่าไม่ได้หมดไปดีใหม่เพิ่มขึ้นมา อันนี้เราจะมีความพอใจในความดีที่จะพึงได้ ตามบันทึกของท่านเขียนไว้ยาวมากในตอนนี้ ต้องขออภัยบรรดาพุทธบริษัทถ้าจะนำบันทึกนั้นมาอ่านให้ฟังจนละเอียด เกรงว่าเป็นการรำคาญ

       ขอรวบรัดว่าการปฏิบัติอย่างนั้น กล่าวว่าได้ผลเป็นที่พอใจและคาดไม่ถึง ดีกว่าการตั้งอารมณ์ใจไว้ในตอนเก่า เดิมทีเดียวตั้งอารมณ์ใจไว้สูง จะเอามากนักก็ไม่ได้ดี มาตอนนี้คิดว่าได้เท่าไรพอใจเท่านั้น ไม่สร้างจิตให้มันยุ่ง

       ท่านกล่าวไว้ว่า เพียงตั้งอารมณ์จิตไว้ว่าดีเท่าไรพอใจเท่านั้น เพราะคิดว่าบุญก็คือน้ำฝน น้ำฝนที่ตกลงมาในตุ่ม ถ้าเราขังไว้มันก็ไม่ระเหยไปมาก วันนี้ตกมากได้มาก พรุ่งนี้ตกน้อยเพิ่มน้ำฝนมากขึ้น มันตุ่มเดียวกัน น้ำฝนเก่าก็ไม่ไหลไป น้ำฝนเก่าก็ไม่ระเหย น้ำฝนใหม่ก็หลั่งไหลลงมา คิดว่าอย่างนี้ไม่ช้าก็เต็มตุ่ม อารมณ์เป็นสุข ในเมื่ออารมณ์ท่านเริ่มเป็นสุข ใจท่านก็เริ่มเป็นสุข อารมณ์มันเกิดขึ้นกับใจ เมื่อใจเกิดความสุข มีความพอใจตามที่จะพึงทำได้ ไม่ต้องการมากไม่ต้องการมาย

       แต่ทว่ากฎของกรรมอันนั้นมันแปลก พอไม่ต้องการมันเท่านั้นแหละ มันกลับได้ดีเป็นกรณีพิเศษ มีอารมณ์เยือกเย็น มีความสดชื่น จนกระทั่งอารมณ์เข้าสู่ปีติ คือความอิ่มใจ ความสดชื่นมีอยู่ ท่านกล่าวถึงอาการปีติทั้ง ๕ ประการท่านผ่านหมด ว่าในระยะแรก เมื่อกำหนดจิตนิดเดียวเกิดขนลุกซู่ซ่า ขนชันตั้งตลอดตัว ใจมีความสุข มีอาการสดชื่น อาการอย่างนี้เป็นอยู่ไม่นานนัก ๒-๓ วัน สภาพอาการอย่างนี้ก็หายไป

       ต่อไปเริ่มน้ำตาไหล พอจิตเป็นสมาธิเมื่อไรมันไหลเมื่อนั้น คำว่าสมาธิก็ไม่จำเป็นต้องนั่งเสมอไป บางทีไปทำอะไรกับใคร ใครเขาเกิดความชอบใจ น้ำตามันก็ไหลพรากๆ เพราะความที่ชื่นใจในธรรม นี่ถ้าเขาคุยโดยธรรมะ ถ้าเขากล่าวว่าพระพุทธเจ้าดีน้ำตาก็ไหล เขาสรรเสริญว่าพระอรหัตต์องค์ไหนท่านดีน้ำตาก็ไหล เขาพูดว่าพระองค์นั้นพระองค์นี้ดีในปัจจุบันน้ำตาก็ไหล พูดถึงอำนาจบุญกุศล มีการให้ทานเป็นต้น เขาว่ามีอานิสงส์ดี จิตใจมันก็ชุ่มชื่นน้ำตาก็ไหล ไหลจนกระทั่งอยากจะอายชาวบ้านเขา แต่มันก็ระงับไม่ไหว อาการน้ำตาไหลจิตชุ่มชื่นอย่างนี้ เป็นไปอยู่ไม่กี่วันก็หาย

       ต่อไปร่างก็โยกไปโยกมาโยกข้างหน้าโยกข้างหลัง ทีแรกมันก็โยกน้อยๆ แต่ว่าใจสบาย หนักเข้าๆ มันก็โยกจนหัวจะทิ่มพื้น หงายไป หัวเกือบจะถึงพื้นมันก็ไม่ล้ม โยกซ้าย โยกขวา หัวมันจะถึงพื้นมันก็ไม่ยอมล้ม ใจก็เป็นสุข มีความอิ่มเอิบ

       ต่อมาก็มีอาการคล้ายกับจะปลุกพระ พอนั่งเข้าก็ดิ้นตึงๆ จนกระทั่งเพื่อนพระเขาแตกตื่นกัน จนกระทั่งทราบว่าท่านทำกรรมฐานก็ไม่มีใครเขาสนใจกัน ไม่มีใครรำคาญ ท่านบอกว่าเมื่ออาการอย่างนี้เกิดขึ้นจิตใจมันก็ชุ่มชื่นอิ่มเอิบมากขึ้น จิตก็ทรงตัวมากขึ้น บางทีเวลานอนๆ นึกถึงอารมณ์กรรมฐานขึ้น มันก็ดิ้นตึงๆ ขึ้นมาเฉยๆ อย่างนี้ท่านเรียก อุพเพงคาปีติ บางคราวท่านบอกว่าพอใจสบายรู้สึกว่ากายมันลอยขึ้นพ้นพื้น ลอยขึ้นจนสูง เมื่อจิตใกล้จะเสื่อมมันก็ค่อยๆ ลอยลงมาจุดเดิม เมื่อเวลาถอนพระกรรมฐานมาดูอาการที่นั่ง มันก็นั่งตามเดิมทุกอย่าง บางครั้งท่านถึงกับขีดเส้นเข้าไว้ว่านั่งลักษณะไหน เข่าอยู่ตรงไหน เข่าซ้ายอยู่แค่ไหน เข่าขวาอยู่แค่ไหน ทำเครื่องหมายไว้ พอร่างกายลอยขึ้นมามันทรงตามเดิมทุกอย่าง สังเกตไม่ได้เลยว่ามันเคลื่อนไป คือสังเกตอาการพลาดหมายไม่ได้

       แล้วหลังจากนั้น อาการปีตินี้ผ่านไป ก็มาถึงปีติตัวสุข นั้นคือ ผรณาปีติ มีอาการซาบซ่าน เหมือนกับหน้าใหญ่ ตัวใหญ่ อาการซู่เหมือนกับสิ่งทั้งหลายในร่างกายมันไหลไปหมด ตัวเบา ใจสบาย อารมณ์มีความสุข

       ในตอนนี้ท่านกล่าวย้อนไปบอกว่า ตามบันทึกของท่านขณะที่จิตเข้าถึงปีติตัวนี้ ใจมันชุ่มชื่นอิ่มเอบ ตัวท่านเองท่านเป็นนักปฏิบัติกรรมฐาน และเป็นนักประกอบกิจการงานทุกอย่าง ครูบาอาจารย์จะสอนอะไรๆ ท่านจำหมด แล้วก็สิ่งที่ครูบาอาจารย์กำหนดว่าสิ่งนี้เป็นบุญเป็นกุศลท่านทำทุกอย่าง เรียกว่างานหลวงไม่ขาด งานราษฎร์ไม่เสียการ ระมัดระวังกิจการงานทุกอย่างของวัด ทรัพย์สินของวัด ท่านบอกว่าท่านระมัดระวังด้วยชีวิต ก็หมายความว่าสิ่งของๆ วัด หรือของสงฆ์จะต้องเสื่อมสูญไป ท่านกล่าวว่าท่านจะยอมตายดีกว่ายอมให้ของๆ สงฆ์เสื่อมสลายไป กลางวันทำงาน กลางคืนเจริญพระกรรมฐานและก็อยู่ยาม ผลัดเวียนเปลี่ยนกันไปสำหรับพระที่เจริญพระกรรมฐานร่วมกัน ทุกคนบอกว่า เราสมาทานพระกรรมฐานไว้ว่า เราขอมอบกายถวายชีวิตแด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรัพย์สินทั้งหมดนี่เป็นของพระพุทธศาสนาที่บรรดาสาธุชนถวายมาด้วยความเลื่อมใส ฉะนั้นเราจะยอมให้ทรัพย์สินทั้งหลายของพระศาสนาสลายตัวไปไม่ได้ ถ้าทรัพย์จะสลายตัวไปเราจะยอมตายดีกว่า เป็นอันว่าเวลาท่านอยู่ยามผลัดเวียนเปลี่ยนไป เวลาเดินไปเดินมาท่านก็ใช้เวลานั้นเป็นเวลาจงกรม

       ในบันทึกของท่านเขียนไว้ว่า บางสมัยเวลาท่านทำงานเหนื่อย เหงื่อก็ออก ร้อนก็แสนร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย เดินๆ ไปลองซ้อมกำลังใจว่าสมาธิของเราจะดีแค่ไหน นั่งปับลงไปเข้าสมาธิ จิตมันทรงตัวทันที ทั้งนี้เพราะว่าเวลาที่ท่านทำงาน ท่านตั้งใจทำด้วยความเต็มใจ ฝึกสมาธิไปในตัว เวลานี้ตักน้ำจิต อยู่ที่ตักน้ำ เวลาเดินไปเดินมาท่านก็สังเกตก้าวการเดินไปด้วย เห็นว่าเวลานี้ก้าวเท้าซ้าย เวลานี้ก้าวเท้าขวา เป็นจงกรมไปในตัวเสร็จ แต่ไม่ใช่ไปเดินช้าๆ ยกๆ ย่างๆ ไม่ใช่อย่างนั้น เดินเร็วๆ ตามที่กำลังจะพึงทำได้ ท่านคล่องในการจงกรมมาก เมื่อเวลาจะทำงานทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เอาใจจดจ่ออยู่ในสิ่งนั้นโดยเฉพาะ ทำด้วยความระมัดระวัง เต็มไปด้วยความตั้งใจ มันก็เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว ปฏิปทานี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทและพระโยคาวจรทั้งหลายฟังแล้วถ้าเห็นว่าดีก็จำเอาไว้

       ท่านกล่าวไว้ว่า ตอนนี้นิมิตย่อมปรากฏ เริ่มปรากฏบางครั้งก็เห็นแสงสว่างผ่องใสสอดแทรกเข้ามาขณะที่ตั้งใจเจริญสมาธิ ในขณะแสงสว่างพุ่งปราดเข้ามาเข้าตา ตกใจคิดว่านี่แสงอะไร แสงหายไปเสียแล้ว บางคราวพอนั่งอยู่ก็รู้สึกเหมือนคนจุดตะเกียงอยู่ใกล้ๆ สว่างไสวไปทั่ว สว่างทั้งข้างบนข้างล่าง ข้างหน้าข้างหลัง มันเห็นไปหมด ในตอนแรกๆ ท่านแปลกใจว่าเรา ดับไฟหมดแล้วทำไมจึงมีแสงไฟอีก หรือเพราะว่าเราเผลอไป ลืมดับเทียน ลืมตาขึ้นมาดูแสงเทียนก็ดับ แสงธูปก็หมด ปรากฏว่ามีแต่ความมืด คราวหลังไม่เอา เวลาจะนั่งคราวหลังไม่เอา สมาทานกรรมฐานแล้ว ดับฟืนดับไฟ ดับหมด ไม่มีอะไรเหลือกันความสงสัย เมื่อเวลาหลับตาลงไปชั่วเวลาสักครึ่งวินาที แสงสว่างก็ปรากฏ แต่ว่าพอจิตเข้าติดแสงสว่างเมื่อไร แสงสว่างหายทุกที ถ้าปล่อยว่ามันจะสว่างก็สว่างมันจะมืดก็มืด ตามใจมัน ถ้าอย่างนี้แสงสว่างอยู่ได้นานแสนนาน บางครั้งบางคราวก็ปรากฏเป็นพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา

       ในตอนแรกๆ ปรากฏว่า พระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระบรมสุคตก็เหมือนกับพระพุทธรูปองค์หนึ่งที่รักจับใจมาก เพราะว่านิสัยของท่านชอบคนอ้วน อ้วนมากอ้วนน้อย อ้วนพุงพลุ้ยก็ตาม ท่านก็ชอบอ้วนๆ ท่านว่าร่างกายของคนผอมมันไม่ดี ใจของท่านคิดอย่างนั้น คิดอ้วน เมื่อคนเนื้อมากดีมีความผ่องใส นิสัยเดิมเป็นอย่างนั้น บางทีท่านจะรักสาวๆ สักคน อาจจะเลือกคนอ้วนๆ ก็อาจจะเป็นได้

       ท่านบอกว่าท่านชอบอ้วน ทีนี้เวลาพอใจในพระพุทธรูปก็มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งพระอาจารย์ผู้สอนทำไว้เป็นกรณีพิเศษ หน้าตักประมาณ ๓๐ นิ้ว ลักษณะพระพุทธรูปองค์นั้นอ้วนพี สมบูรณ์บริบูรณ์ ไม่ใช่อ้วนพลุ้ย มีลักษณะสมสัดสมส่วน คือว่าท่านทำตามพุทธลักษณะตามที่ท่านมีความรู้สึก ดีไม่ดีท่านอาจจะเห็นภาพพระพุทธเจ้าก็ได้ เพราะเป็นอาจารย์ที่ทรงคุณธรรมสูง พระองค์นี้เป็นที่จับใจของท่านผู้เฒ่า ท่านบอกว่าตอนแรกพอท่านเห็นพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฏเหมือนพระพุทธรูปองค์นั้น

       และต่อมาภายหลัง เมื่อพระพุทธรูปปรากฏแล้วเป็นพุทธนิมิต ท่านภาวนาว่า พุทโธ อย่าลืมว่าถ้าภาวนาปกติว่า พุทโธ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐาน จิตใจชื่นบาน มีปีติ จิตก็เริ่มเข้าถึงฌาน เมื่อจิตเริ่มเข้าถึงฌานสมาบัติ ฌานนี่เรานับกันไม่ได้ ว่าฌาน ๑ ฌาน ๒ ฌาน ๓ เป็นอย่างไร จิตมันอยากจะเข้าฌานไหนมันก็เข้าของมัน สุดแล้วแต่อารมณ์ เราจะคิดว่าถึงฌานหนึ่งก่อนแล้วจะถึง ฌานสอง ถึงฌานสาม ถึงฌานสี่ อันนี้ไม่แน่ ไม่แน่จิตบางครั้งก็เข้าฌานสูง บางครั้งก็เข้าฌานต่ำ เมื่อจิตตั้งอารมณ์เป็นฌาน ขณะที่จิตตกลงมาถึงอุปจารสมาธิ อย่าลืมว่าถ้าจิตเป็นฌาน ไม่เห็นภาพนิมิต เพราะจิตดับจากอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตตกลงมาระดับอุปจารสมาธิ เห็นภาพสวยขึ้นๆ ถึงที่สุด จนกระทั่งรูปพระพุทธรูปองค์นั้นกลายเป็นพระสงฆ์ มีลักษณะสวยงามเป็นพิเศษ ไม่เคยเห็นใครคนใดสวยแบบนั้น ริมฝีปากแดงเรื่อๆ สีเนื้อเหลืองคล้ายๆ จีวร แล้วขนงคิ้วก็ดำสนิท ส่วนสัดทั้งหมดสวยจริงๆ แล้วก็ยิ้มให้เห็น พอยิ้มให้เห็น พอจิตใจชุ่มชื่น ก็ปรากฏว่าพระสงฆ์นั้นมีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการปรากฏ ท่านก็ทราบว่านี่เป็นพระบารมีขององค์สมเด็จบรมสุคต แสดงเป็นนิมิตให้ปรากฏแล้ว จิตใจก็ผ่องแผ้ว มีความชุ่มชื่น มีความสุข เพียงเท่านี้เอง

       ท่านบอกว่าจิตของท่านเข้าไปชนฌานสี่ และต่อจากนั้นมาก็ปรากฏว่าเวลาท่านจะเจริญพระกรรมฐาน อย่าลืมว่าการเจริญพระกรรมฐานไม่มีใครเขาทิ้งอานาปานสติกรรมฐาน พอเริ่มต้นก็จับลมหายใจเข้าออก เริ่มภาวนาว่า พุทโธ บางทีพอจับลมหายใจเข้าออกนิดเดียว จิตวิ่งเข้าสู่ฌานสี่ คำภาวนาหายไป

       เอาละ บรรดาท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย วันนี้สุ้มเสียงไม่เป็นเรื่อง พูดแล้วคงจะฟังขัดๆ หู เพราะว่าไม่มีการพักผ่อน นอนน้อยเกินไปสำหรับคืนที่แล้ว ถ้าจะพูดกันไปถึงปฏิปทาของสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแล้วก็จะไปไม่รอด เวลาเหลืออีกครึ่งนาที นับตั้งแต่นี้ต่อไป ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจงทรงกำลังใจของท่านให้อยู่ในอานาปานสติกรรมฐาน แล้วต่อจากนั้น ท่านจะภาวนาอะไรก็ได้ จะอยู่ในอิริยาบถไหน จะนั่ง จะนอน จะยืน เดิน จะนั่งท่าไหนนอนท่าไหนก็ได้ เดินก็ท่าเดียว ยืนก็ท่าเดียว จะไปหกคะเมนเกนเก้มันก็ไม่ได้ ทำใจพยายามควบคุมกำลังใจของท่าน พยายามให้เป็นสมาธิ นี่กำหนดไว้ว่าถ้าเราไม่สามารถทรงความดีไว้ได้เราจะตายเสียดีกว่า เอาแบบฉบับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าอารมณ์ของท่านจะมีความสุขและเต็มความปรารถนาของท่าน และต่อแต่นี้ไปขอท่านจงพยายามทรงกำลังใจให้เป็นไปตามที่กล่าวมาแล้วจนกว่าจะได้เวลาอันสมควร