๑๒
ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย
บัดนี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานศีลสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
การสมาทานพระกรรมฐานใช้อารมณ์แน่นอนหรือเปล่า อันนี้จะต้องคำนึงไว้เสมอ คำว่า อิมาหัง ภควา อัตตะภาวัง
ตุมหากัง ปริจจัชฌามิ ข้าพเจ้าขอมอบกายถวายชีวิตแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้หากว่าท่านทั้งหลายเผลอไปสร้างความชั่ว
คือละเมิดพระธรรมวินัยส่วนใดส่วนหนึ่งเข้า
ก็แสดงว่าท่านทั้งหลายปฏิญาณเปล่าไม่ได้มีความหมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภิกษุสามเณรอุปสมบทบรรพชาเข้ามาแล้วก็ไม่มีความหมายอะไร
กลายเป็นคนหลอกหลวงโลก ทำลายความสุขของชาวบ้าน ที่เราเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า
ล้างผลาญทรัพย์สินชาวบ้านโดยใช่เหตุ
ฉะนั้นในฐานะที่ท่านบวชเข้ามาในศาสนาขององค์สมเด็จพระโลกเชษฐ์ จงเอาน้ำใสๆ ใส่ขัน
เมื่อน้ำนิ่งแล้วก็มองดูเงาไว้เสมอ ว่าเวลานี้หัวเราโล้น คิ้วไม่มี หนวดไม่มี
มองดูกายครองผ้าเหลือง มีความรู้สึกอยู่เสมอว่าเราเป็นปูชนียบุคคล
เป็นบุคคลที่ชาวบ้านเขาเคารพบูชาต้องทำตนให้เสมอนั้น อย่าทำตนให้เลยไป
พระธรรมวินัยบทใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาทรงสอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักของเราฟังกันอยู่เป็นปกติ
อย่าให้คลายจากจริยาวัตรที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส
ว่าสิ่งนี้ไม่ควร เราไม่ทำ สิ่งนี้ควร เราทำ คันถธุระ
วิปัสสนาธุระ ทำเสียให้ครบ
ที่การพูดอย่างนี้ไม่ใช่เร่งรัดให้คนนั้นทำงานคนนี้ทำงาน
แต่ว่างานของเรามีอะไรบ้างเราควรจะรู้ ตั้งใจช่วยกันทำงานเป็นการบริหารตนไปในตัวเสร็จ
สำหรับวันนี้ก็จะขอนำปฏิปทาของท่านผู้เฒ่ามาเล่า
หลังจากที่ท่านได้ลาจากพุทธภูมิแล้ว
ตอนนี้ท่านอย่าลืมนะว่าท่านผู้เฒ่าที่ฝึกมากหมด
ทั้งกรรมฐานสี่สิบในมหาสติปัฏฐานสูตร แล้วยังมีคีรีมานนทสูตร แล้วยังมีสูตรต่างๆ
อีกมาก ที่เนื่องด้วยการปฏิบัติในปฏิปทา รวมความว่า ท่านเป็นคนตะกละกระมัง
ตะกละในการศึกษา ตะกละในการประพฤติปฏิบัติ แต่ว่ากำลังใจ
ส่วนนั้นยังมีความปรารถนาในพุทธภูมิอยู่
จิตก็มีความมุ่งหวังอย่างเดียวก็คือทรงฌานสมาบัติในพระกรรมฐานสี่สิบ
ในมหาสติปัฏฐานสูตร ในคีรีมานนทสูตร ทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นประโยชน์
ในธรรมจักรก็ดี ในอาทิตย์ก็ดี ในอนันต์ก็ดี ในธรรมนิยามก็ดี
รวมแล้วสรุปเอาใช้หมดทุกอย่างเพื่อเป็นการรักษากำลังใจแล้ว
สิ่งที่ท่านไม่ลืมก็คือความตาย และจิตใจพร้อมไปด้วยความเมตตาปรานี แต่ทว่าอย่าลืม
ผู้ปฏิบัติในสมณธรรมขององค์สมเด็จพระชินสีห์เขาจะสนใจแต่คนดีเท่านั้น
เรื่องคนเลวอย่าไปอ้างนะว่าตอนนั้นตอนนี้เคยให้ข้าวให้น้ำ
ตอนนั้นมันในเรื่องของความดี ถ้าตอนเลวเขาไม่คบละก็อย่าไปว่าเขา
ด้วยพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า อเสวนา จ พาลานัง ปัณฑิตา นันจ เสวนา ปูชา จ ปูชะนียานัง เอตัมมังคละมุตตะมัง การไม่คบคนเลวหนึ่ง การคบแต่คนดีหนึ่ง
การบูชาบุคคลที่มีความดีควรบูชา จัดว่าเป็นอุดมมงคล นี่เป็นคติของท่าน
แต่ทว่าท่านก็ลองทุกอย่าง คนที่เขาว่าเลว ลองคบดูซิจะดีไหม
เอาดีไม่ได้แน่เพราะเจ้าคนเลวนี่คบเข้ามันสร้างสรรค์ความเลวของมันไว้มาก
มันไม่ยอมคลายความเลว เมื่อพิสูจน์แล้วว่าคบคนดีมีความสุข
บูชาความดีของบุคคลผู้มีคุณมีความสุข
ฉะนั้นจึงได้ตัดสินใจว่าอาหารของคนเลวเราไม่พึงปรารถนา เราต้องการแต่อาหารของคนดี
ถ้าในถิ่นใดไม่สามารถจะมีคนดีเราจะอดตาย ยอมอดตายดีกว่าๆ ที่จะกินข้าวของคนเลว
เพราะเกรงว่าความเลวจะติด มันจะติดมาจากไหน เพราะอาศัยข้าวเป็นสื่อ อาหารเป็นสื่อ
เขาก็จะถือว่าเขาเลี้ยงดูปูเสื่อให้ความเป็นสุข
นี่คนเลวที่ต้องการจากเรานั่นก็คือความเลวให้เราทำลายพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คตินี้ขอท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญดูว่าที่ท่านผู้เฒ่าคิดอย่างนั้นน่ะมันผิดหรือถูก จะสังเกตดูได้ว่าท่านจะไม่ค่อยสุงสิงกับคนที่มีจริยาเลว
หรือว่าบุคคลที่เข้ามารบกวนในการเจริญสมณธรรม
ท่านจะกระโชกกระชากให้โกรธไว้เสมอ เพราะคนเลวโกรธเสียได้ดี
ไม่มารบกวนทำลายความดีที่จะพึงสร้าง นี่เป็นปฏิปทาอย่างหนึ่ง
และนอกจากสูตรทุกอย่าง กรรมฐานทุกอย่างที่ทรงแล้ว อย่าลืมว่ากรรมฐานสี่สิบอย่างเดียวก็เหลือแหล่
แต่ว่าท่านองค์นี้ไม่มีคำว่าพอไม่มี
อะไรที่องค์สมเด็จพระจอมไตรว่าดีลองหมดลองให้หมด ไหนๆ
ตั้งใจเข้ามาในพระพุทธศาสนาแล้ว มันไม่ต้องลงทุนลงรอนอะไร
นี่เป็นกำลังใจของท่านผู้ประพฤติปฏิบัติ แล้วสองในวิชชาสามและห้าในอภิญญาหก
ซ้อมหมดไม่เหลือ มีอะไรบ้างไม่ยอมให้เหลือ การปฏิบัติเอาชีวิตเป็นเดิมพัน
มีกำลังใจอย่างเดียวว่าทุกสิ่งทุกอย่างในพระพุทธศาสนา
คำว่าไม่สามารถจะไม่มีสำหรับเรา ถ้าสิ่งที่คนอื่นทำได้เราทำไม่ได้ยอมตายดีกว่า
ร่างกายไม่มีความหมาย ในเมื่อเรามันเลวเราก็ ไม่ควรอยู่ให้มันหนักแผ่นดินเปลืองอาหารชาวบ้าน
เปลืองทรัพย์สินของชาวบ้าน นี่กำลังใจของท่าน
ที่บอกไว้อย่างนี้ก็เพราะว่าปฏิปทาของท่านตอนหลัง ท่านจะสงสัย ตอนนี้เข้าจุดเครียด
จุดเครียดว่าตอนนี้เป็นตอนที่เราจะเห็นได้ว่าเป็นจริยา การปฏิบัติมันมีความหนักมาก
คือว่าจะต้องถูกเร่งรัดเพราะอาศัยที่ตนลาจากพุทธภูมิ
หลังจากนั้น
คืนที่สองหลังจากองค์สมเด็จพระประทีปแก้วทรงยอมรับการลาจากพุทธภูมิ
พระองค์ก็ทรงมีพระบัญชาว่า เธอต่อไปหลังจากสี่ทุ่มจงเลิกรับแขก เข้าห้องบูชาพระ
ฉันจะมาสอนตามเวลา คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง ตามปกติท่านก็เป็นคนเคร่งครัดในเวลาอยู่แล้ว
ขึ้นชื่อว่าเวลานี้ให้เคลื่อนไม่ได้
ถ้าเคลื่อนคลาดกันสักวาระหรือสองวาระก็ต้องเลิกคบกันทันที
ถือว่าคนเลวประเภทนี้ไม่ควรจะคบเอาไว้
ฉะนั้นเมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงสั่งก็ปฏิบัติตามทันทีเพราะเป็นของหายาก
ถ้าคนเขาร้องถามมาได้ เขาคงจะถามเข้ามาว่าพบพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
นี่คุยตามปฏิปทาของท่านเราไม่กลัวใครเขาว่า บันทึกมาว่าอย่างไรก็ว่าไปตามบันทึก
ที่ว่าไม่กลัวไม่ใช่ เพราะว่าไม่ได้อ้างตัวว่าเป็นท่านผู้นั้น
ว่าตามบันทึกของท่านผู้นั้น แล้วก็จงอย่าลืมว่าวิชชาสาม อภิญญาหก
และสมาบัติแปดท่านคล่องทุกอย่าง การจะพบกับใครก็เป็นของไม่ยาก
จะพบกับเทวดาจะพบกับพระพรหม พบกับพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว
จะพบกับพระพุทธเจ้าก็พบได้ ถ้าไม่แน่ใจก็เชิญทำให้ได้ พิสูจน์กันตามนี้
มาเจริญทำวิชชาสามให้เกิด หรือทำอภิญญาให้เกิด ดูทีว่าจะพบได้หรือไม่ได้
ถ้ายังทำไม่ได้ละก็อย่าเพิ่งไปนั่งสงสัยนั่งวิจารณ์ ไอ้สันดานเลวมันจะเผาผลาญจิต
เมื่อองค์สมเด็จพระธรรมสามิสร์ท่านตรัสอย่างนั้น
จะเข้าห้องตามเวลาหรือก่อนเวลานิดหน่อย เหลือเวลาอีกสิบห้านาทีเข้าห้อง บอกแขกเลิก
ปิดประกาศว่านับตั้งแต่นี้ต่อไปจะเลิกตั้งแต่เวลาสามทุ่มครึ่ง
ใครจะไปหรือไม่ไปก็ชั่ง เข้าห้องปิดประตูลงกลอนนอนสบาย
เข้าไปก็บูชาพระรัตนตรัยทำวัตรตั้งกำลังใจไว้ในจุดทรงสมาธิ
ถึงเวลาสี่ทุ่มตรงก็ปรากฏว่ามีฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการพวยพุ่งมาสู่ห้อง
แสงสว่างเหมือนกับเอาพระอาทิตย์สักพันดวง
หลังจากนั้นก็ปรากฏเป็นพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตอนนี้พระองค์ทรงมีพระบัญชาว่าเธอจงเอนกายลงไป นอน ในลักษณะสีหไสยาสน์
ทรงจิตเป็นสมาธิ ท่านว่าอย่างไรก็ทำตามนั้น ท่านว่าอย่างนั้น
ต่อไปเข้าอภิญญาผลสมาบัติ คำว่าอภิญญาผลสมาบัติบางทีท่านทั้งหลายจะไม่เข้าใจ
ว่าสมาบัติที่พึงได้ถ้ามีอภิญญาผสมก็ใช้กำลังของอภิญญาเข้าร่วมด้วย
พูดอย่างนี้เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตามไม่อธิบาย
ใครอยากจะรู้อาการเป็นอย่างไรก็เชิญทำอภิญญาให้ได้แล้วจะรู้
เรื่องจะมานั่งสอนกันตอนนี้ไม่มีทาง
เมื่อเข้าอภิญญาผลสมาบัติเต็มอัตราแล้วถอยมาอยู่อุปจารสมาธิ
ทรงสั่งให้ทำจิตเข้าถึงสมาบัติแปด จิตทรงตัวดีแล้วถอยมาเข้าอุปจารสมาธิ
นี่เป็นจริยาของท่านผู้ทรงอภิญญา ถ้าหากว่าเป็นจริยาของเราก็รักษาลมหายใจเข้าออก
ใช้กรรมฐานที่เรามีความคล่องรักษาอารมณ์ให้สบาย
จิตเป็นสุขที่สุดที่จะพึงได้ในวันนั้น หลังจากนั้นก็พิจารณาวิปัสสนาญาณ
พอเข้าอภิญญาผลสมาบัติตั้งจิตตรงอยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมง ถอยหลังมาถึงอุปจารสมาธิ
เข้าจิตตั้งแต่ฌาน ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๘, หยุดอยู่ที่ฌาน ๘
อยู่ประมาณหนึ่งชั่วโมงถอยหลังมาอยู่อุปจารสมาธิ ตอนนี้มีกำลังตั้งมั่น
จิตทรงตัวเหมือนกับเสาหินที่ปักไว้ มีอารมณ์เบา ใจโปร่ง มีความสุข
ตอนนี้เองสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงมีพระพุทธฎีกาว่านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเธอจงคิดตามฉันพูด
นี่ฟังให้ดีนะ แทนที่ท่านจะสอนให้คิดเอง ท่านว่าจงคิดตามฉันพูด และก็ตรัสช้าๆ เบาๆ
ว่า สัมภเกสี
การลาพุทธภูมิคราวนี้ของเธอก็มีประสงค์จะตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน
คนที่จะตัดกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหานได้นั้น ต้องมีจิตใจเข้าถึงอริยสัจ
ถ้ามีอารมณ์ไม่มั่นคงในอริยสัจ ไม่มีทางที่จะบรรลุได้
อริยสัจสี่
คือ หนึ่งทุกข์ สองสมุทัย คือเหตุให้เกิดทุกข์ สามนิโรธ ความดับทุกข์
หรือทุกข์ดับ สี่มรรค ได้แก่ปฏิปทาถึงความดับ
อริยสัจทั้งสี่กิจที่จะพึงทำมีสอง คือ ทุกข์กับสมุทัย เพราะคำว่ามรรคได้แก่ ศีล
สมาธิ ปัญญา เราทรงอยู่แล้ว สิ่งที่จะต้องหาใหม่นั่นก็คือ หาทุกข์ให้พบ
และก็ทำลายต้นเหตุของทุกข์ให้ได้
ท่านตรัสแล้วก็ถามด้วยว่า
คำว่าทุกข์หมายความว่าอย่างไร ท่านผู้เฒ่ากล่าวในบันทึกของท่านว่า
ทุกข์หมายถึงสิ่งที่เราจำจะต้องทน เพราะมันมีการฝืนอารมณ์
การใดก็ตามจะเป็นศีลก็ตาม จริยาก็ตาม การสัมผัสก็ตาม
ถ้ามันฝืนอารมณ์สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ท่านบอกว่า ใช่แล้ว
การคิดอย่างนี้ถูกตรงตามเป้าหมายที่พระอรหันต์เขาคิดกัน
ตามบันทึกของท่านบอกว่ารู้สึกว่าตัวมันอยากจะลอย เพราะว่าคำชมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่หากันได้ยาก
แต่ทว่าการชมของท่านจะชมใครบ้างไม่สำคัญ
ท่านบอกว่าพอได้รับคำชมเท่านั้นมันเกือบจะเป็นอรหันต์เสียเวลานั้น ใจมันชุ่มชื่น
พระองค์ก็ตรัสต่อว่า
สัมภเกสี จำให้ดีว่าอะไรมันเป็นทุกข์
เธออย่าเพิ่งหาทุกข์ที่มันจะสำคัญน้อยหรือสำคัญมากก็ตามที่มันอยู่ห่างตัว
อันดับแรกจงมองหาทุกข์ของคำข้าวเสียก่อน ข้าวหนึ่งคำที่เจ้าบริโภคเข้า
ข้าวมันมาจากความสุขหรือความทุกข์ ท่านผู้เฒ่าได้บันทึกไว้ว่าได้กราบทูลไปว่า
มาจากความทุกข์พระพุทธเจ้าข้า ท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ เธอรู้แต่ทว่ายังรู้ไม่ละเอียด
เธอจะรู้แต่เพียงว่าอาหารที่เธอบริโภคเข้าไปนั้น
กว่าที่เธอจะได้มาเธอต้องเดินบิณฑบาต
และชาวบ้านเขาจะเอามาใส่บาตรได้เขาต้องหุงหาอาหาร ต้องหุงหาทำให้สุกไว้ก่อน
ปกติเธอมีอารมณ์รู้เพียงเท่านี้
การรู้เพียงเท่านี้ยังมีความดีน้อยเกินไปที่จะเป็นอรหันต์ คนที่เขาจะเป็นอรหันต์ได้นั้นเขาไม่คิดแค่นั้น
อารมณ์คิดแค่นั้นมันยังสั้นยังหยาบเกินไป ถ้าจะพึงได้ก็เพียงพระอริยะขั้นต้น
คือพระโสดาบันขั้นสัตตักขัตตุง
แต่ถึงจะได้ก็ได้ช้าเต็มที เพราะอารมณ์อย่างนี้ยังหยาบมาก
ตอนนี้เมื่อกี้มันจะลอย
พอโดนชมจะลอย พอโดนตะลุมพุกตีหัวก็ตอนนี้ ทรุดลงมาทันทีแล้วพระองค์ก็ทรงทราบ
ทรงแย้มพระโอษฐ์ให้ชื่นใจ ว่าไม่เป็นไรสัมภเกสี
พ่อมาคราวนี้หวังจะสงเคราะห์เธอให้เข้าถึงจุดตามที่เธอประสงค์
เธอไม่ต้องหวั่นไหวในถ้อยคำของพ่อ
พ่อพูดให้เธอมีความเข้าใจเท่านั้นไม่ได้ประณามว่าเธอเลว จงฟังต่อไป
คำข้าวคำเดียวมันทุกข์หนักเหลือเกิน มันทุกข์มากยากที่จะเปลื้องให้พ้นได้
จงคิดตามนี้ว่าข้าวก่อนจะสุกเขาทำอย่างไรบ้าง ข้าวก่อนจะสุก
ชาวบ้านเขาต้องหุงให้สุก อาการจะหุงให้สุกเขาทำอะไรบ้าง
หนึ่งต้องเอาข้าวสารมาใส่หม้อ สองต้องหาน้ำมาใส่ในข้าวสาร
สามต้องหาหม้อมาเป็นเครื่องรองรับ สี่ต้องมีเตา ห้าต้องมีเชื้อเพลิง
แล้วก็ต้องนั่งคุมดูว่าข้าวจะต้องให้สุกขนาดไหน จะให้อ่อนหรือแข็งขนาดไหน
อาการที่ต้องทำอย่างนี้มันเป็นความสุขหรือความทุกข์ พระองค์ตรัสถาม
ท่านผู้เฒ่าบันทึกไว้ว่า
เป็นความทุกข์พระเจ้าข้า
ท่านตรัสถามว่า
ทุกข์เพราะอะไร
ท่านผู้เฒ่าตอบว่าทุกข์เพราะต้องใช้กำลังกายเหนื่อย
แทนที่จะมีเวลาพักผ่อนนอนให้สบาย ต้องไปทนทุกข์ทำกิจการนั้นๆ
เพื่อเลี้ยงร่างกายซึ่งมีสภาพไม่เที่ยง พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ว่าเข้าใจถูกแล้ว
เพราะอาการเข้าใจอย่างนี้อารมณ์มันต้องทรงตัว ไม่ใช่ว่าจะมีการรู้สึกอยู่ในขณะหนึ่งของหนึ่งวัน
ต้องมีความรู้สึกอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงหรือเวลาที่กำลังตื่นอยู่
เวลาที่จะหลับก็ต้องหลับไปด้วยอารมณ์อย่างนี้
ให้รู้จักว่าแม้แต่ข้าวคำเดียวในปากมันเริ่มทุกข์ เรากินเข้าไปแล้วมันก็ทุกข์
ทีนี้ก่อนที่จะได้กินชาวบ้านเขานำมาด้วยความทุกข์ เราจะหาข้าวมากินได้เราก็จำเป็นจะต้องเดินไปหาเขา
การเดินไป ฝนตกแดดร้อนเหน็ดเหนื่อยยุงริ้นกัด
ดีไม่ดีก็ถูกสัตว์เลื้อยคลานกัดถึงแก่ชีวิต
เป็นอันว่ากิจคือการบำรุงบำเรอร่างกายนี่มันเป็นอนิจจัง
มันไม่มีความเที่ยงไม่มีการทรงตัว แล้วมันก็เป็นทุกข์ถ้าเราเอาจิตเข้าไปเกาะ
มันเป็นโรคนิธัง เป็นรังของโรค
โรคภัยไข้เจ็บนี่มีเบียดเบียนเป็นปกติธรรมดา มันสร้างความทรมานให้แก่จิต
ในที่สุดมันก็เป็นอนัตตาต้องสลายไป แต่ในเมื่อมันยังไม่พังเราก็จำจะต้องเลี้ยงมัน
ที่เราต้องลำบากยากเข็ญก็เพราะร่างกายที่มีสภาพไม่ทรงตัว ร่างกายที่มีสภาพสับปลับ
ถ้าเป็นคนก็คบไม่ได้เพราะเลี้ยงไม่เชื่อง
เห็นได้หรือยังว่าร่างกายมันนำมาซึ่งความทุกข์ ร่างกายเป็นปัจจัยของความทุกข์
ลืมแล้วหรือยัง ท่านบอกแล้วให้คิดตามท่านพูด ท่านไม่ให้ตั้งหน้าตั้งตาจำตามสัญญา
ให้ใช้ปัญญาคิดตามที่ท่านพูด
ท่านผู้เฒ่าตามบันทึกว่า
เห็นแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ก็ทรงมีพระพุทธบัญชาว่า
อย่าเห็นแต่เวลานี้เวลาเดียวนะ ฉันสอนอะไรก็ตาม เธอต้องจำต้องคิด
ต้องพิจารณาให้จิตทรงตัวตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ฟังอย่างนี้แล้วอึดอัดใจมากไหม
พวกเราที่ฟังนี่ไหวไหม คิดไว้บ้างหรือเปล่า หรือคิดแต่เพียงอยากดีอยากเด่น อยากจะดูโทรทัศน์อยากจะฟังวิทยุ
อยากแต่งตัวให้มันโก้ อยากจะมีความร่ำรวย
อยากจะแสวงหาทรัพย์สินโดยไม่ชอบธรรมหรือว่าอยากจะสึกไปแต่งงานมีลูกมีเมียกับเขามันจะได้มีความสุข
เอาอย่างไรกันแน่
เป็นอันว่าคำข้าวคำเดียววันนี้มันก็ไม่จบ
มันจะจบได้อย่างไร พรุ่งนี้ว่ากันใหม่ดีกว่า มองดูเวลาเหลือนาทีเดียว
เอาเท่านี้ก็แล้วกัน เอาทุกข์เบื้องต้น ความจริงคำว่าทุกข์นี่สอนยันตีสองทุกคืน
ใช้เวลาการสอนอยู่หนึ่งเดือน ย้อนไปย้อนมาเรื่องทุกข์
แต่ว่าตามบันทึกของท่านนี่จะมาพูดให้เต็มไปทุกคำนี่มันเป็นไม่ได้
เหลือวิสัยที่จะบันทึก ท่านก็บันทึกย่อเอาไว้
เอาละบรรดาพระโยคาวจรทั้งหลาย
มองดูเวลาก็หมดแล้ว วันนี้ก็ขอฝากทุกข์ไว้กับท่าน
ว่าท่านทั้งหลายจงพยายามทรงทุกข์ไว้ในจิต
ว่าจิตที่เรามีชีวิตอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกมันเต็มไปด้วยความทุกข์ มันไม่ใช่ความสุข
ท่านจะรักทุกข์หรือรักสุขก็เป็นกิจของท่าน ต่อแต่นี้ไปขอทุกท่านตั้งกายให้ตรงทรงจิตให้มั่น
จะยืนก็ได้ นอนก็ได้ เดินก็ได้ตามอัธยาศัย
นำเอาพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระจอมไตรในด้านของสมาธิ
หรือวิปัสสนามาพิจารณาจนกว่าจะเห็นว่าสมควรแก่เวลาของท่าน สวัสดี