๑๖

       อย่าลืมว่าตอนนี้ผมขอเล่าตะลุย ย้อนต้นสักนิดหนึ่งว่าในฐานะตามที่ท่านได้ฝึกตามลำดับกล่าวมาแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วสอนคาถาว่าปราโมทย์ เพื่อแสดงความสว่างไสวของอารมณ์จิตที่เห็นสิ่งทั้งหลายที่เป็นทิพย์โดยสะดวก แล้วหลังจากนั้นมาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำให้เจริญในอริยสัจสี่ จับทุกข์ให้เห็นทุกข์ แล้วก็ต่อจากนั้นท่านให้เจริญเมตตาในพรหมวิหาร จำได้ไหมที่พูดมาแต่วานนี้ แล้วก็มาให้เจริญในอสุภกรรมฐาน มรณัสสติกรรมฐาน จนกระทั่งได้ผลคือทิพจักขุญาณปรากฏได้ใน ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อตีตังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ อนาคตังสญาณ ปัจจุปปันนังสญาณ และยถากัมมุตาญาณ แจ่มใสชัดเจนมากขึ้น จนกระทั่งสามารถเห็นภาพต่างๆ ได้เหมือนกับกลางวันในเวลาเที่ยง แต่ความจริงวิสัยนี้เป็นวิสัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะพึงเห็นได้ แต่ทว่าถ้าหากบรรดาเหล่าเราทั้งหลายจะลองนำไปประพฤติปฏิบัติบ้างจะมีผลดี ดีหรือไม่ดีก็ต้องลองกัน คือเท่าที่พูดมาให้ฟังว่าท่านผู้หนึ่งทำไมทำได้ แล้วเราก็เป็นอะไร ท่านมีกี่นิ้วเรามีกี่นิ้ว เรามีอาการสามสิบสองท่านก็มีอาการสามสิบสอง หลังจากนั้นท่านก็บำเพ็ญบารมีสิบให้ครบถ้วนเป็นของไม่ยาก

       รวมความแล้วท่านให้เจริญอริยสัจสี่ สองมีพรหมวิหารสี่ สามมีอสุภกรรมฐาน แล้วก็มีมรณัสสติกรรมฐาน หลังจากนั้นท่านย้ำว่าจงทำบารมีสิบให้ครบถ้วน เจริญเมตตาพรหมวิหารสี่ให้ครบถ้วน เจริญอสุภกรรมฐานให้ครบถ้วนแล้วก็ทรงอริยสัจสี่ให้ครบถ้วน ถือว่าอริยสัจสี่เป็นวิปัสสนาญาณที่มีความสำคัญมาก ท่านว่าอย่างนั้นจงจำให้ดีนะ จำแล้วเอาไปปฏิบัติกันบ้าง ทำกันเสียให้ครบอย่างที่ท่านทำ

       แล้วในเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสอย่างนั้นแล้ว ท่านบันทึกว่าไม่เห็นจะยาก เพราะว่าไม่มีอะไรจะยากเลย อริยสัจสี่ก็ไม่ยาก ใครไปใครมาก็ถามถึงทุกข์ เห็นคนแล้วก็มีความรู้สึกว่าเขาทุกข์ แล้วก็มีคนนำทุกข์มาแจกให้ทุกวัน

       สำหรับเมตตาพรหมวิหารทรงอยู่เป็นปกติ ขณะที่ทรงเมตตาพรหมวิหารก็ถูกด่าเป็นปกติ ถูกด่า ถูกว่า ถูกนินทา ถูกเสียดสี ถูกกลั่นแกล้ง เป็นปกติ อารมณ์จิตท่านก็สบาย ทำไมจึงสบาย ท่านคิดว่าพวกนี้ไม่ใช่คนดี คนบ้า ท่านก็เลยไม่ถือคนบ้าไม่ว่าคนเมา อย่าลืมว่าท่านได้ทิพจักขุญาณ อย่าลืมว่าองค์นี้ท่านเป็นพระทรงอภิญญาสมาบัติ ได้ห้าในอภิญญาหก ในเมื่อทรงอภิญญาแล้ว วิชชาสามทรงก็แล้ว ทรงอภิญญาแล้วก็สามารถจะรู้ได้ว่าคนเขาว่าอย่างนั้น ตายแล้วจะไปเกิดที่ไหน ถ้ารู้ว่าเขากลั่นแกล้งอย่างนั้น เขาเสียดสีอย่างนั้น เขานินทาแบบนั้น เวลาตายเขาลงอเวจีมหานรก แล้วเราก็จะไปแตะต้องอเวจีเพื่อประโยชน์อะไร นี่ท่านบันทึกของท่านไว้แบบนี้นะ ฉันก็เลยไม่อยากเข้าไปใกล้อเวจี เมื่อเจอะคนพวกนี้มาด่าว่าเสียดสีๆ ก็ยิ้ม สบายๆ ชื่นใจ ชื่นใจตอนไหน ตอนว่าโอหนอ ไม่น่าเลย ไม่น่าจะไปพัดไฟให้ไหม้คึกๆ เล่นเลย แล้วท่านก็มองต่อไปถึงอนาคตังสญาณ ว่าคนผู้นี้เขาจะมีทางแก้ตัวไหมในชีวิตปลายมือของเขา ท่านก็ทราบว่าโอกาสที่เขาจะแก้ตัวให้ดีขึ้นไม่มีสำหรับเขาเลย อย่างไรๆ เขาก็ไปนั่งเล่นนอนเล่นในอเวจีแบบสบายๆ ท่านก็เลยไม่วิตกกังวลให้เขาไปตามสบาย

       ตอนเจริญอสุภกรรมฐานมีอารมณ์เข้ม มันก็ไม่มีอะไรหนัก เพราะว่าท่านผู้นี้สู้มาหนักแล้ว ทุกอย่างจับปัปมันก็เป็นอารมณ์ของฌาน สาวสรรกำนัลในลูกใครหลานใครบ้างก็มาเป็นแถว วันทั้งวันมีแต่สาวเต็มกุฏิแต่งตัวกันสวยสดงดงาม แต่มองไปทีไรกลายเป็นศพทุกทีแล้วก็เป็นศพเน่าเสียด้วย หมด จิตมันก็เกิดความระยำ คนสวยเห็นว่าเป็นคนไม่สวย คนที่พูดได้มองสภาพเห็นเป็นศพไปหมดมันก็ซวย ไม่มีดี ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่าใจของเรานี่เมื่อก่อนถ้าเห็นคนไม่สวยอย่างนี้ไม่ใกล้ชิดอย่างนี้มันยังรักเสียเกือบตาย ตอนนี้ใจมันเป็นอะไรด้านไปเสียหมดแทนที่จะเห็นเขาสวย เกิดการสะอิดสะเอียนเข้ามาในใจแต่ไม่ได้แสดงอาการออก เป็นแต่เพียงทราบว่าภาพของเขามันสกปรก มันเป็นอนิจจัง หาความเที่ยงไม่ได้ มองไปในด้านอริยสัจทุกคนก็ปรากฏว่ามีแต่อารมณ์ของความเป็นทุกข์ เพราะทุกคนมาถึงแล้วก็ระบายความทุกข์ให้ปรากฏ ก็เลยไปกันใหญ่ อารมณ์ยึดมันก็ยังไม่มี

       ตอนนี้ท่านมีความเข้าใจไหม ที่ท่านเจริญกันนี้ มองดูให้ดี หนึ่งบารมีสิบครบถ้วน หมายความว่าการที่จิตจะก้าวเข้าไปสู่การเป็นพระอริยเจ้าเจริญพรหมวิหารสี่ให้ครบถ้วน ตัวนี้ตัดโทสะทำจิตให้เข้าไปสู่ความเป็นพระโสดาอันดับที่สอง คือ โกลังโกละ และเอกพีชี สกิทาคามีและอนาคามี เจริญอสุภกรรมฐานให้ชัด ทำจิตให้เข้าสู่ความเป็นพระอนาคามีทันที พระโสดาอีกสองระดับ พระโสดาน่ะมีสามชั้น

       สักตักขัตตุงนี่ยังรักบานตะไท ยังรวยบานตะไท ยังโกรธบานตะไท ยังหลงบานตะไท ยังว่ากันเต็มที่ ยังต้องคุมอารมณ์ศีลอยู่อย่างหนัก มั่นคงอยู่ในศีลเท่านั้น

       พอถึงโกลังโกละ อารมณ์แห่งความรักความโลภ ความโกรธ ความหลงก็เริ่มเบาอีกนิดหนึ่ง

       พอถึงเอกพีชีก็เริ่มเบาถึงเกือบจะไม่ปรากฏ

       พอถึง สกิทาคามีชักไม่มีอารมณ์หวั่นไหวมากแล้วในอารมณ์ความรักความโลภ ความโกรธ ความหลง

       จำไว้ให้ดีนะ เมื่อท่านสอนให้เรียงลำดับการปฏิบัติแล้วก็จัดอริยสัจเป็นที่ตั้งให้รู้จักว่าทุกข์แล้วอาการที่จะดับความทุกข์ก็ดับความอยาก อยากสวยไม่มีแล้ว อยากได้คนสวยไม่มี เลิก เพราะมันทุกข์ อยากรวยเลิก รวยมันก็ทุกข์ อยากโกรธอยากพยาบาทมันก็เลิก เพราะมันทุกข์ นี่วานนี้มายันอยู่ตรงนี้

       วันนี้ก้าวกันต่อไป ท่านเขียนอย่างย่อๆ ผมก็ย่อ ตอนไหนผมขยายได้ผมก็ขยายเพราะไม่ใช่เรื่องของผม ตอนไหนผมไม่เข้าใจเรื่องผมก็ไม่ขยาย มันเป็นเรื่องของท่าน แล้วก็จงอย่าลืมว่าท่านเจ้าของเรื่องเป็นพระทรงอภิญญา แล้วก็ได้สมาบัติแปด ถ้าเราจะทำอย่างท่านบ้างมันก็ไม่แปลก เราไม่มีอภิญญา เราไม่มีสมาบัติแปด เราก็ทรงอารมณ์จิตของเราให้เข้าถึงสมาธิ คือ อารมณ์สงัดสูงที่สุดที่เราจะพึงทำได้ สำหรับท่านที่บันทึกไว้ว่าอารมณ์ทุกอย่างที่องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงสั่ง ท่านไม่เคยคลาดจากจิตบารมีสิบ พรหมวิหารสี่อสุภกรรมฐาน มรณัสสติกรรมฐาน อริยสัจสี่ตั้งอยู่ตรงแจ๋วตลอดเวลา ไม่มีอารมณ์เคลื่อนไปจากนี้ แต่ว่าอย่าลืมนะ ไม่ใช่พระอรหันต์มันก็โยนเหมือนกัน จิตแน่วแน่

       ต่อไปนี้ท่านบอกว่า สังฆพยากรณ์ ผมจะอ่านให้ฟัง ท่านบอกว่า เมื่อคืนวันขึ้นสิบสี่ค่ำเดือนแปด เจริญพระกรรมฐานจิตหยั่งกามาวจรสวรรค์ คือ ดาวดึงส์ แล้วก็พรหมโลกแล้วก็นิพพานเป็นที่สุด อย่าลืมว่าจิตจะหยั่งเข้าพระนิพพานได้ต้องมีอริยสัจแจ๋วแจ่มใส มีบารมีสิบเข้มพอสมควร มีพรหมวิหารสี่แจ่มใสชัดเจนหนักแน่นทรงตัว นี่เป็นพื้นฐานสมถะ วิปัสสนามีอริยสัจทรงตัวแน่นอน อารมณ์จึงจะจัดหยั่งเข้าพระนิพพานได้ หยั่งก็หมายความว่าจิตจับกามาวจรสวรรค์คือตั้งใจให้ดี ทรงฌานให้สบาย รวบรวมกำลังทุกอย่างที่พระพุทธเจ้ามอบให้ จิตบริบูรณ์บริสุทธิ์ก้าวเข้าไปสู่กามาวจรสวรรค์ เข้าพระจุฬามุนีเจดียสถานไปนมัสการพระฟังเทศน์ฟังคำสอน แล้วก็ท่องเที่ยวไปในกามาวจรสวรรค์ มีดาวดึงส์ เป็นต้น หมดแล้ว ใช้เวลาพอสมควรก้าวเข้าไปสู่สภาพของพรหม เที่ยวพรหมพอสบายไปพระนิพพานนมัสการพระพุทธเจ้า ไปสถานที่อยู่ของตนที่พบแล้ว เรื่องของท่านนะ อยากจะเข้าใจว่าพรหมมีจริงหรือไม่จริง สวรรค์มีจริงหรือไม่จริง นิพพานไปได้หรือไม่ได้ก็ลองทำดูก็แล้วกัน นี่พูดให้ฟังว่าท่านทำอย่างนี้ ขณะนั้นท่านเปล่งวาจา ตอนนี้จิตเข้าถึงพระนิพพาน เราจะเลี้ยงพระพุทธเจ้าให้อิ่ม เอาเข้านั่น พอถึงพระนิพพานได้มันก็เริ่มครึ้มๆ จิตยังมีกิเลสอยู่บ้าง มันยังไม่หมด ก็ชักจะบอกว่านี่เราจะเลี้ยงพระพุทธเจ้าให้อิ่ม ท่านบอกว่าขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงบอกมาว่า พระพุทธเจ้าอิ่มนานแล้ว แต่ว่าเธอนั่นแหละจงทำตัวของเธอให้อิ่ม พอได้ยินเสียงบอกมาอย่างนี้ พอได้ยินเสียงอย่างนั้นท่านถอยหลังกรูด อารมณ์จิตคิดว่าเราชักกำเริบมากไปแล้วหรือนี่ แต่ท่านบอกว่าอารมณี้เกิดขึ้นมาเอง ไม่ได้คิดขึ้นในใจ พอเข้าไปถึงสภาวะพระนิพพานอารมณ์มันผ่องใสเยือกเย็น ใจมันเป็นสุข วาจาเปล่งขึ้นมาเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่านกล่าวว่าเวลานั้นก็ได้เห็นพระคุณท่าน พระกัจจายนะท่านนอนอยู่แล้วก็มีพระอื่นๆ นั่งล้อมอยู่หลายรูป ตอนนี้เห็นจะเป็นตอนหัวค่ำ ท่านไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น ท่านพูดไว้ย่อจริงๆ

       เป็นอันว่าท่านใช้เวลาของท่านคืนนั้นเกือบทั้งคืน ท่านบอกว่าเห็นพระมหากัจจายนะกำลังนอนอยู่ มีพระองค์อื่นล้อมอยู่อีกหลายรูป เวลานั้นเป็นตอนรุ่งอรุณ ท่านกล่าวว่า เราอาราธนาขอพบพระมหากัจจายนะอีกวาระหนึ่ง เพื่อขอความปรานีให้ท่านช่วยให้ได้อรหัตผลในชาตินี้ เพราะว่าการเจริญวิปัสสนาคราวนั้นมีพระมหากัจจายนะมาสอนอยู่ตลอดเวลา นี่ฟังแล้วจะคิดว่านี่น่ากลัวจะบ้าๆ บอๆ พระกัจจายนะท่านนิพพานไปแล้วจะมาสอนวิปัสสนาอีก ถ้าสงสัยเรื่องของท่านละก็ ทำอภิญญาเสียให้ได้ แล้วก็ทำจิตหยั่งให้ถึงสมาบัติแปด ลองไล่เบี้ยตามนี้ บางทีจะพบหรือไม่พบก็ว่ากันไป ท่านบอกว่า เมื่อได้พบพระมหากัจจายนะแล้ว ก็กราบนมัสการว่า พระคุณท่านได้มีพระมหากรุณาธิคุณสงเคราะห์สอนวิปัสสนาญาณ ได้โปรดประทานให้กระผมได้มีโอกาสเข้าถึงอรหัตผลในชาตินี้ด้วยเถิดขอรับ พอว่าอย่างนั้น พระมหากัจจายนะท่านก็ยิ้มยกมือขึ้นลูบศีรษะมาถึงหลัง ได้กล่าวด้วยวาจาที่เต็มไปด้วยความเมตตาว่า เธอจงอย่าวิตกกังวลไปเลย เวลาของเธอไม่เกินสิบปีเศษๆ เป็นอย่างช้าที่สุด เรื่องความเป็นอรหันต์จะเห็นหน้าเห็นหลัง ท่านว่าอย่างนั้น อย่าลืมว่าท่านใช้คำว่าหลังจากนี้ไปสิบปีเศษๆ อย่างช้าที่สุด อย่างเร็วที่สุดท่านไม่ได้บอก ตอนนี้ท่านบอกว่าเวลามันก็สว่าง กราบลาท่านมหากัจจายนะกลับ

       วันรุ่งขึ้นเป็นวันพระ ในตอนเช้าท่านบอกว่าท่านลงศาลาเมื่อท่านฉันเสร็จ ท่านเจ้าคุณท่านเทศน์เรื่องอะไรก็ไม่ทราบ เวลาฟังท่านเจ้าคุณเทศน์ ท่านก็แสดงความเคารพในพระพุทธเจ้า แสดงความเคารพในพระธรรม แสดงความเคารพในพระสงฆ์ นี่ไม่ได้หมายถึงเจ้าคุณนะ นี่หมายความเจ้าของบันทึก มีจิตน้อมเข้าไปถึงคุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ มีพระมหากัจจายนะผู้เป็นอาจารย์เป็นสำคัญ ขณะฟังเทศน์อยู่นั้น ใจฟังธรรมแต่จิตทำกรรมฐาน

       ใจกับจิตนี่มันตัวเดียวกันนะ จับเสียงเทศน์เป็นกรรมฐาน พออารมณ์จับปัป จิตมันก็เป็นสมาธิ เทศน์ที่กำลังเทศน์อยู่หายไปหมด ไม่ได้ยินเสียงเทศน์ พบท่านมหากัจจายนะท่านมาลอยอยู่ข้างหน้า ยิ้มแย้มแจ่มใสสดชื่น มีรัศมีกายสว่างไสวกล้า มีประกายคล้ายกับองค์ท่านคล้ายกับเพชรทั้งองค์ ท่านจึงได้ขอเมตตาให้กระผมได้เป็นอรหันต์ในชาตินี้เร็วกว่านี้สักนิดได้ไหม การที่พยากรณ์ไว้สิบปีเศษๆ อาจจะช้า เพราะว่าชีวิตของผมนี่ไม่มีความแน่นอน อาจจะตายเมื่อไรก็ได้ แล้วเวลานี้เหล่าบริษัททั้งหลายคณะนั้นต่างก็เกลียดน้ำหน้าไปตามๆ กันที่ไม่ปฏิบัติตามเขา เพราะว่าเขาปฏิบัติแบบมูลฐาน เราปฏิบัติแบบมูลฐาน หมายความว่าเขาหาว่าเป็นเต่าพันล้านปี เวลานี้เขาเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะเปลี่ยนตามเขา ทำตัวเป็นเถรส่องบาตรตามแบบเก่ามันจะได้อะไร แต่ใจท่านก็สบาย ท่านบอกว่า ไม่ว่าอะไร แต่รู้สึกว่าอันตรายมันรอบตัว เกรงว่ามันจะตายเสียก่อนจะได้เป็นอรหันต์ เป็นอันว่าท่านมหากัจจายนะยืนยันคำเดิม หลังจากนั้นก็เห็นฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการพวยพุ่งมาจากอากาศ มองไปแล้วก็เห็นพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถมีความสวยงาม มีความสว่างไสว ยิ้มแย้มแจ่มใส แย้มพระโอษฐ์มาประทับอยู่ใกล้มาก แล้วสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมีพระพุทธฏีกาว่า เธอจะคำนึงมากไปทำไม ระยะเวลาสิบปีเศษเป็นระยะเวลาที่นานที่สุดเท่านั้น แต่ทว่าระยะที่เร็วที่สุดไม่ได้บอกไว้ ระยะกลางไม่ได้บอกไว้ เพราะว่าถ้าหากการปฏิบัติของเธอทรงตามกำลังใจที่สอนไว้ทั้งหมด เวลากาลที่จะกำหนดผลนั้นไม่แน่ ขึ้นอยู่กับการขยันหมั่นเพียรทรงอารมณ์ถูกต้องเท่านั้น ขึ้นชื่อว่าการบรรลุมรรคผลใครจะพยากรณ์แน่นอนไม่ได้ เวลาไม่ได้อยู่กับผู้พยากรณ์ เวลาอยู่กับผู้ปฏิบัติ

       ตอนนี้เป็นเรื่องพาดหัวข้อ ท่านกล่าวว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานการกระทำน้ำมนต์แล้วทรงพยากรณ์ ตอนนี้ผมว่าตามท่านไปเรื่อยๆ แล้ว ผมไม่อยากจะแก้แล้ว แก้ก็ผิดทุกที จะไปแทรกเข้าทีไรผิดทุกที ท่านกล่าวว่าวันนี้ตรงกับวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๐๖ ตรงกับแรมเก้าค่ำ เดือนแปด วันนี้เจริญพระกรรมฐานตั้งแต่เวลาเช้าประมาณ ๘.๓๐ น. เริ่มลงมือ ความจริงลงมือตั้งแต่เช้า ฉันข้าวเสร็จเริ่มลงมือ ๘.๓๐ มีแขกมาคันรถ เมื่อเสร็จจากการรับแขกๆ ไปหมดก็เข้าเจริญพระกรรมฐานต่อ จิตจับอานาปานสติกรรมฐาน เห็นไหม พระที่ทรงอภิญญาสมาบัติแปดยังไม่ทิ้งอานาปาฯ เลย จำให้ดีนะ นี่พูดให้จำเพราะว่าวิชาความรู้เราสอนกันล้นแล้ว เลยมองขึ้นไปไม่รู้สูงเท่าเจ็ดชั่วลำตาล เอาปฏิปทาของท่านมาคุยหมดแค่ไหนก็ตามใจ เวลาหมดแค่ไหนเลิกแค่นั้น เอาจิตจับอานาปานสติกรรมฐานปัปเดียว จิตทรงฌานสี่พุ่งปรูดเดียวเข้าถึงฌานแปด ถอยหลังกลับมาตั้งในฌานสี่ที่เป็นรูปฌาน ขยับลงมาถึงอุปจารสมาธิ จิตทรงตัว จับคาถาปราโมทย์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน อารมณ์แจ่มใส มีความสว่างไสวเหมือนเวลาเที่ยง แล้วก็จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ สบาย เรื่องไม่ยาก จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ จิตก็เห็นพระนิพพานแจ่มใสชัดเจน ความสบายก็เกิด อารมณ์เยือกเย็น มีอารมณ์เป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก

       เมื่อจิตย่างเข้าสู่เขตพระนิพพาน ท่านบอกว่าพบพระโมคคัลลานะ แล้วก็ท่านพระมหากัจจายนะ แล้วก็พบชายสองคนเป็นอันดับแรก ต่อมาพบชายอีก ๔ คนตรงทางแยกจะเข้าห้องโถงใหญ่ๆ สวยมาก และดูโปร่ง มันมีห้องอยู่ห้องหนึ่ง มายืนอยู่ข้างหน้าห้อง แล้วก็มีเสียงบอกว่าที่นี่เป็นที่ประทับขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วในขณะนั้นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงเสด็จออกมารับข้างนอก แล้วก็ทรงนำบาตรมาลูกหนึ่ง ในบาตรนั้นมีน้ำ ก็ทรงเทน้ำออก แล้วก็ทรงตักน้ำใหม่เข้าไปในบาตร ท่านกล่าวว่า ในเวลานั้นคิดว่าพระพุทธเจ้าจะพรมน้ำมนต์ให้ จะได้สำเร็จอรหันต์เร็วๆ จิตใจอยากจะได้อรหันต์อย่างเดียว แต่ความจริงแล้วท่านสอนให้ทำน้ำมนต์โปรดคน การทำน้ำมนต์ ท่านบอกว่าห้ามเรียกร้องของทุกอย่าง แม้แต่ดอกไม้ ธูปเทียน ถ้าเขามีมาให้ก็รับ ไม่มีก็แล้วไป วิธีทำน้ำมนต์ เอาน้ำใส่เข้าไปในบาตรแล้วก็เพ่งจิตสู่ก้นบาตร ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ในอดีตทั้งหมด คืออิติปิโสทั้งหมดก็แล้วกันนะ แล้วก็เพ่งจิตเข้าสู่ในบาตร แล้วอธิษฐานขอกระแสน้ำนี้จงซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย กำจัดโรคาภยาพาธทั้งหลายของมนุษย์และสัตว์ให้หายไปฉับพลัน แล้วเอามือวนปากบาตร แล้วเพ่งอีกครั้งหนึ่ง อธิษฐานอีก ให้รักษาโรคทุกชนิดไม่เลือก ไม่ต้องใช้ยา ท่านหมายเหตุเวลาหมด ท่านหยิบบาตรที่มีน้ำมนต์มา แล้วท่านก็เทน้ำไปสู่ภาชนะอื่น แล้วก็เอาน้ำมาจากบาตรมาทำน้ำมนต์ ขณะนั้นมือวนไปรอบปากบาตรบนด้านฝา ได้ยินสัญญาณหมดเวลาก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้