๑๗

       ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย ต่อนี้ไปในเมื่อท่านได้สมาทานพระกรรมฐาน สมาทานศีลแล้วโปรดสดับปฏิปทาของผู้เฒ่าต่อไป เมื่อคืนที่แล้วได้พูดถึงตอนว่าท่านได้เข้าไปพบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอำนาจของอภิญญาสมาบัติ ตอนนั้นองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ได้ทรงแนะนำในการทำน้ำมนต์ วันนี้ก็จะขอพูดถึงประโยชน์ของน้ำมนต์สักนิดหนึ่ง แต่ว่าความจริงมันไม่เนื่องด้วยปฏิปทาในการเจริญพระกรรมฐาน แต่ก็ถือว่าเป็นเมตตาบารมีถ้าหากว่าทำได้ น้ำมนต์ทานนั้นมีประโยชน์มากมาย บางรายหรือว่าหลายรายรักษาโรคจากโรงพยาบาลไม่หาย เพียงแค่กินน้ำมนต์เข้าไปครั้งสองครั้งก็หาย บางคนก้างติดคอแทบจะตาย กินเข้าไปครั้งเดียวก็หาย เจ็บร่างกายทั้งหมด อธิษฐานกินครั้งเดียวก็หาย แต่ก็โปรดอย่าลืมว่า ถ้าคนจะตาย คนทำน้ำมนต์เองก็กินไม่หายเหมือนกันถ้าจะตาย เป็นอันว่าพระพุทธมนต์จะบรรเทาได้ สำหรับคนที่มีกรรมใหญ่ กรรมนั้นสามารถจะแก้ไขได้ ถ้าหากว่าบรรดาท่านพุทธบริษัทจะนำไปใช้ มองดูในบันทึกของท่านแล้วไม่เห็นว่าท่านจะหวงใคร ท่านไม่ได้บอกว่าสิ่งนี้ขอสงวนลิขสิทธิ์ ในเมื่อท่านไม่สงวนลิขสิทธิ์ก็ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททำจิตให้เสมอกับท่าน มีเมตตาเป็นสำคัญ มีแบบแผนนั้นเป็นสำคัญ เข้าใจว่าคงจะได้ผล

       ต่อแต่นี้ไปเราก็มาย้อนถึงปฏิปทาเดิมว่า ในระยะหลังนี้ ท่านได้รับคำสั่งจากองค์สมเด็จพระชินสีห์ให้เจริญในอริยสัจเป็นปกติ เห็นทุกข์ และหาทางให้พ้นทุกข์ หาทางพ้นทุกข์ได้แก่ หาทางทำลายตัณหา ได้แก่ความอยาก อยากมี อยากให้ทรงตัว ไม่อยากสลาย นี่เป็นอารมณ์ฝืน ให้คิดเสียว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีขึ้นมาได้ มันไม่มีการทรงตัว ในที่สุดมันก็สลายตัวเป็นของธรรมดา ที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แล้วก็ประการต่อมา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าต้องทรงพรหมวิหารสี่ตลอดเวลา ทั้งอริยสัจ ทั้งพรหมวิหารสี่ แล้วก็ให้มีอสุภกรรมฐานเป็นปกติ แล้วก็ให้มีมรณัสสติกรรมฐานเป็นปกติ ทรงบารมีสิบเป็นปกติ รวมความว่า ทั้งห้าอย่างนี่ต้องพร้อมอยู่ในจิตตลอดเวลา ไม่ใช่นั่งท่อง อย่าลืมว่าการปฏิบัติไม่ใช่นั่งท่องจำ ให้จิตมันทรงตัว เห็นอะไรก็ตาม มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ไปหมด เราจะไม่ทุกข์ได้เพราะเราไม่อยากได้มัน ถ้ามันจะเคลื่อนไปก็เชิญ มันจะพังก็ตามใจ ของธรรมดามันเป็นอย่างนี้ จิตใจของเรายืนอยู่ในธรรมดามันก็หมดเรื่อง

       อารมณ์ของบุคคล เราจะเป็นสุขได้ก็เพราะอาศัยเมตตาความรักซึ่งกันและกัน กรุณาสงสารซึ่งกันและกัน ไม่อิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน เห็นใครได้ดีก็ยินดีด้วย มีอารมณ์วางเฉยเมื่ออาการต่างๆ เกิดขึ้นที่เราแก้ไขไม่ได้ ทำใจไม่ให้หวั่นไหวต่อกฎของกรรม แล้วก็ที่กล่าวมานั้นเป็นพรหมวิหารสี่

       อสุภสัญญาคืออสุภกรรมฐาน หาความจริงในร่างกายของคนและสัตว์ว่ามันเต็มไปด้วยความสกปรก ดูตามความเป็นจริง อย่าไปฝืนมัน โดยมากมักจะมองแต่ข้างนอก หนังแท้ๆ ยังไม่ค่อยอยากจะมอง มองเครื่องแต่งกายบ้าง ดีไม่ดีมองหนังเข้าไปนิดก็มองแต่ตรงที่สะอาดที่สกปรกไม่มอง มองให้หมดตั้งแต่ผิวนอกเข้าไปถึงเนื้อใน

       แล้วต่อมาก็มรณัสสติกรรมฐาน ก็นึกถึงความตายเป็นอารมณ์ เราจะต้องตายแน่ เราจะตาย ถ้าจะทรงความดีได้ก็ต้องทรงบารมีสิบครบถ้วน

       อาการห้าอย่างนี่ พระองค์ทรงทบทวนว่าต้องทรงเป็นปกติ อย่าคลาดเคลื่อนจากจิตไม่ได้ ถ้าอาการห้าอย่างนี้คลาดเคลื่อนจากจิตไปเมื่อไร ก็หมายความว่าผลที่จะพึงได้ ที่ต้องการ ไม่สมความปรารถนา นี่เป็นอันว่าท่านต้องช่วยตัวเองของท่านในการปฏิบัติ การช่วยตัวเองนั่นก็คือ การทรงสองในวิชชาสามก็ดี ห้าในอภิญญาหกก็ดี ที่เรียกกันว่าเป็นฌานโลกีย์หรือว่าญาณโลกีย์หรือว่าอภิญญาโลกีย์ เขามีอภิญญาหรือวิชชาสามกันไว้เพื่อประโยชน์อย่างนี้ ไม่ใช่ไปแสดงฤทธิ์แสดงเดชอวดชาวบ้านตามที่เราคิดว่าถ้าทำได้คงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ สองในวิชชาสาม ห้าในอภิญญาหก เขามีไว้เพื่อปฏิบัติ เพื่อมรรคผล ไม่ใช่จะมาสร้างความทะนงตนว่าเป็นผู้วิเศษ ถ้าคิดว่าเป็นผู้วิเศษเมื่อไรก็คงจะกลายเป็นเปรตไปเมื่อนั้น ความดีก็จะสลายตัวไป

       ต่อไปก็มาอ่านถึงการบันทึกของท่านต่อไป อย่าลืมตอนนี้ผมตะลุยแน่ ข้อไหนควรอธิบายได้ก็อธิบาย ย่องไปตัดของท่านเข้าก็ผิดไปเสียอีก ตอนนี้ผมจะไม่ตัด ท่านว่าไว้อย่างไรก็ว่าไปตามหนังสือที่ท่านบันทึกไว้ ตัวหนังสือมันก็ขยุกขยิกเหลือเกิน เพราะตามที่ท่านเขียน ท่านบอกว่าบางทีท่านเขียนกลางคืน เวลาที่ทำเสร็จ พระสั่งให้บันทึก ท่านก็บันทึกทั้งๆ มืดๆ อย่างนั้น มันรอจุดไฟไม่ได้ ประเดี๋ยวลืม แล้วก็บันทึกไว้ย่อๆ ถ้าผมจะอธิบายให้มันกว้างเกินไปก็เกรงว่าจะผิดเหมือนกัน ย่อมาก็ย่อกันไป

       ต่อไปท่านกล่าวว่าทรงพยากรณ์ ตอนนี้เห็นจะเป็นพระพุทธเจ้าพยากรณ์แล้ว ท่านบอกว่าได้ทูลถามว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะมานิพพานในระหว่างชาตินี้จะพึงได้หรือไม่ ตามบันทึกท่าน กล่าวว่า ทรงพยากรณ์ว่าอย่างช้าที่สุดอีกสิบปีเศษเล็กน้อย เธอจะได้มา แล้วก็ทรงเอาพระหัตถ์ลูบหลัง แล้วท่านก็ถามว่าข้าพระพุทธเจ้าจะได้พระโสดาบันเมื่อไร ก็ทรงพยากรณ์ว่านี่เธอได้พระโสดาบันตั้งแต่เมื่อกลางพรรษามาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่ากลางพรรษาหน้าจะได้พระโสดา พอกลางพรรษานี้มันน่าจะได้พระโสดา ไม่ใช่กลางพรรษาปีนี้นะ อ่านของท่านไม่ค่อยชัด ท่านก็กล่าวว่าเลิก เวลาเลิกปรากฏว่าสิบนาฬิกา เวลาเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ ๘ นาฬิกา เช้านี้ ล่อตั้งแต่เช้าตั้งแต่กินข้าวเสร็จก็เอากันเลยนี่นะ วิธีปฏิบัตินี่ฟังๆ กันแล้วก็จำนะ ลองลอกแบบลอกแผนไปปฏิบัติดูบ้างเผื่อจะเป็นประโยชน์

       ท่านบันทึกต่อไปว่า วันที่ ๑ กรกฏาคม ๒๕๐๖ ตรงกับแรมเก้าค่ำ เดือนแปด วันนี้ขึ้นเจริญสมณธรรม ไม่บอกเวลา ได้เห็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรทมตะแคงขวา แล้วก็ทรงสอนว่า เมื่อทำฌานแล้วให้น้อมใจเข้าวิปัสสนา ตัดสักกายทิฏฐิยี่สิบจะได้พระโสดาบัน สักกายทิฏฐินี่มันแยกแยะออกไปถึงยี่สิบอย่าง แต่ทว่าข้อแท้จริงๆ ที่เราจะทำกันง่ายๆ เห็นว่าอัตภาพร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา แต่ว่าจิตใจของพระโสดาบันจิตใจยังเบา ให้มีความเข้าใจว่าร่างกายนี้ตายแน่ ถ้ามันตายก็เชิญตาย เราไม่ต้องการอย่างนี้อีก อย่างนี้สบายกว่านะ ทำง่ายๆ ดีไปล่อตั้ง ๒๐ อีกสามคืนมันก็ไม่จบ สรุปแล้วเห็นว่า ร่างกายนี้มันจะต้องแก่ ร่างกายนี้มันจะต้องตาย ถ้าตายแล้ว ถ้าเรามาเกิดมาเป็นคนอย่างนี้อีกเราก็ลำบาก ไปเกิดเป็นสัตว์นรกก็ลำบาก ไม่มีประโยชน์

       ท่านบันทึกต่อไปว่า วันที่ ๑๖ กรกฏาคม ๒๕๐๖ วันนี้พบท่านพระมหากัจจายนะ คือพบในฌานนะ ก่อนพบได้พบพระกาฬ ท่านประกาศตนว่าท่านเป็นพระกาฬ มองแลเห็นท่านหน้าตาใหญ่โตก็เป็นเทวดาเรานี่เอง เมื่อเห็นพระกาฬแล้วก็เข้าไปท้าว่า นี่ว่างๆ มาบีบชีวิตฉันให้ตายไปเสียทีเถิด ฉันเบื่อร่างกายบ้าๆ บอๆ ที่มันเต็มไปด้วยความทุกข์จริงๆ ฉันไม่เห็นมันว่าจะมีความหมายสำหรับฉัน พูดอย่างนั้นพระกาฬท่านก็เฉยๆ แล้วก็กลายเป็นคนบ้าพูดคนเดียว แล้วต่อมาท่านบอกว่าท่านได้พบพระมหากัจจายนะ นี่ตามกำลัง เพราะว่าท่านใช้อภิญญาผลสมาบัติตลอดเวลา เวลาจะทำจิตเข้าสมาธิจิตก็เข้าอภิญญาผลสมาบัติตลอดเวลา วันทั้งวันไม่ยอมคลายจากอภิญญาสมาบัติ อย่างน้อยที่สุดก็ถอนกำลังจิตเข้ามาอยู่อุปจารสมาธิบ้าง ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง เวลาคุยกับชาวบ้านก็ตั้งอยู่ในอุปจารสมาธิตลอดเวลา อันดับแรกตอนเช้าเข้าจุดจบถึงสมาบัติแปด ทรงอภิญญาไว้ เวลาจะเดินไปบิณฑบาตก็ตั้งจิตอยู่ในปฐมฌาน นี่เป็นปกติธรรมดาของท่าน เมื่อว่างๆ จิตของท่านก็วิ่งปรูดเข้าถึงสมาบัติแปด ท่านก็ถอยลงมาถึงฌานสี่ ทรงอภิญญาไว้ เพื่อต้องการจะเห็นอะไรได้ตามความประสงค์ ทุกขณะจิตที่ต้องการจะเห็น ท่านบอกว่าท่านพระมหากัจจายนะท่านสอนให้พิจารณาไว้ให้มั่นคง จงทำจิตใจให้มั่นคง ท่านถามว่า ท่านจะได้พบเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ท่านพระมหากัจจายนะตอบว่าประเดี๋ยวก็จะได้พบท่าน ท่านรอสักครู่ก็ได้พบสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนว่าเพื่อความเป็นพระโสดาบันของเธอ ถ้าเธอต้องการความเป็นพระโสดาบันต้องปฏิบัติอย่างนี้

๑.    ก่อนฉันอาหาร ให้พิจารณาอาหารให้เป็นอาหารเรปฏิกูลสัญญา นี่พวกเราเรียนกันแล้ว รู้กันแล้วทั้งหมด

๒.   ให้เจริญอสุภสัญญาให้มากเพื่อตัดราคะ

๓.   ให้ละอสมิมานะ คือการถือตัวถือตน แล้วก็ละสักกายทิฏฐิ เห็นว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่เรามันไม่ใช่ของเรา มันตายแน่ และก็อาศัยวิปัสสนา คือสักกายทิฏฐิ และมีอริยสัจเป็นพื้นฐาน เพื่อความเป็นพระโสดาบัน ท่านว่าอย่างนี้

ความจริงพระโสดาบันของท่านหมายสูงมาก ต่อไปท่านบันทึกว่า วันที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๐๖ เจริญพระกรรมฐานตั้งแต่เมื่อไรท่านไม่บอก มาเลิกเอา ๑๕.๓๐ น. นี่แสดงว่าพอว่างแขกพ่อก็ล่อเลย ไม่ยอมว่าง นั่งท่าไหนก็ได้ นอนท่าไหนก็ได้ ว่าเป็นจังหวะไม่ยอมให้คลาดจากจิตจะไปคลาดอะไรคนทรงอภิญญาสมาบัติ พ่อเล่นสมาบัติตลอดวันก็ไม่ต้องบอกว่าเลิก ตอนเลิกนี่มันน่ากลัวจะมีคนมาหา เลิกเวลา ๑๕.๓๐ น. ใกล้จะถึงเวลาทำวัตรเย็น นอนพักจากการท่องหนังสือมหาสติปัฏฐานปาฐะเป็นบทบาลีย่อๆ สำหรับพระสวดกัน ไม่ใช่เต็มที่ ทำอารมณ์ขยายในสมถะและน้อมเข้าวิปัสสนาญาณ ไม่ยักเลิก ท่องหนังสือเสร็จ มหาสติปัฏฐานปาฐะนี่เป็นอารมณ์กรรมฐานเหมือนกัน จับถ้อยคำในนั้นเพราะท่านรู้ภาษาบาลี ท่องไปก็รู้ว่าภาษาไทยเขาว่าอย่างไร ท่องไปก็เลยจับอารมณ์ในนั้นเป็นสมถภาวนาไปเลย จับแล้วก็น้อมเข้าสู่วิปัสสนาญาณเล่นอย่างนี้จะไม่ได้อรหันต์ตอนนี้จะไปได้เมื่อไร ก็ไม่ยอมปล่อยเวลาให้ว่างเลย

ได้พบพระมหาเถระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นพระอรหันต์ไม่ได้บอกชื่อไว้เสียด้วย น่ากลัวจะเป็นพระงูเหลื่อม ท่านก็บอกว่าเป็นอรหันต์นิพพานเมื่ออายุ ๙๗ ปีกับสามวัน นี่ท่านพบกันแล้วท่านก็บอกว่าฉันเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ฉันเป็นพระอรหันต์ แล้วฉันนิพพานเมื่ออายุ ๙๗ ปี ๓ วัน พระคุณเจ้ารูปนี้นั้นได้โปรดแนะนำให้ทำวิปัสสนาว่า จะเห็นผลภายในสิบวัน นี่อาจารย์นี่ย่องมาสอนเป็นพิเศษ ปกติพระมหากัจจายนะและสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อาจารย์องค์นี้ย่องมาสอนต้องลัดคิว ว่าจะเห็นผลภายในสิบวัน ว่าให้ทำฌานแล้วให้ปลงในนิวรณ์ก่อน จำได้ไหมนิวรณ์ห้าประการ ปลงตัดมันเสียให้หมด แล้วก็ทำสมาธิ แล้วพิจารณาขันธ์ห้าตามไตรลักษณญาณ ไตรลักษณ์ก็รู้แล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ให้มันสูง ปลงให้เห็นว่า

อนิจจังนี่มันเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดในโลกนี้ ถ้าไม่เที่ยงเราไปยึดมันเข้าแล้วมันเป็นทุกข์ ต้องปล่อยตามมันๆ จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน แล้วในที่สุดมันก็เป็นอนัตตาพังสลายตัวหมด อย่าไปยึดไปถือมัน อย่าไปยึดว่าจะมีอะไรเป็นเราเป็นของเราต่อไป แม้แต่ร่างกายเรายังพัง ในเมื่อร่างกายเรายังพังแล้วจะมีอะไรทรงอยู่ อะไรมันทรงอยู่แล้วก็ตาม ถ้าหากว่าร่างกายเราพังแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะมายึดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา ท่านบอกว่าต้องทำอย่างนี้จริงๆ จังๆ ปล่อยไม่ได้

แล้วก็ต่อมาจงปล่อยความยึดมั่นจากรูปที่เห็นทางตา จงอย่ายึดว่ารูปนั้นเป็นเราเป็นของเรา

ปล่อยเสียงที่ได้ยินทางหู

ปล่อยกลิ่นที่รับทราบทางจมูก

ปล่อยรสที่รับทราบทางลิ้น

ปล่อยสัมผัสที่รับทราบทางกาย

ปล่อยอารมณ์ใจที่เป็นกุศล อย่าเอาเข้ามายุ่ง

       ฟังแล้วก็จำนะ นี่เราเรียนกันมาแล้ว นี่ท่านย่อมา ผมเห็นว่าไม่ยาก ผมก็ย่อไป ท่านก็บอกว่าปล่อยใจว่าเป็นเชื้อของเดิมมาเพราะอารมณ์ทั้งหมดเนื่องจากรูป ท่านบอกว่าที่ต้องมาเกิดอย่างนี้ต้องมาเป็นทุกข์อย่างนี้ เชื้อเดิมมาเพราะอาศัยรูปเป็นสำคัญ คืออาศัยรูปทางตา อาศัยเสียงทางหู อาศัยกลิ่นทางจมูก อาศัยรสทางลิ้น อาศัยสัมผัสทางกาย อาศัยอารมณ์ใจที่เกลือกกลั้วในกามารมณ์

       นี่ที่ต้องมาเกิดเป็นอย่างนี้อาศัยตัณหาเป็นเจ้าเรือน ตัณหาก็คือความอยาก อยากได้รูปสวยๆ อยากได้เสียงหวานๆ อยากได้กลิ่นหอมๆ อยากได้รสอร่อยๆ อยากได้รับการสัมผัสที่เราพอใจ อยากได้อารมณ์ที่พึงปรารถนา ท่านบอกว่า นี่พวกนี้เป็นเจ้าเรือน ต้องทำลายไปเสียให้หมด ต้องทำให้ได้ แล้วจะรู้ผลภายในสิบวัน จำไว้นะ ใครอยากจะได้บรรลุมรรคผลเร็วๆ ละก็ปล่อยตามที่ท่านบอก จะรู้ผลในสิบวัน ดูซิว่าท่านผู้เฒ่าจะทำได้ไหม ท่านบอกว่าธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมได้ผลแก่บุคคลผู้ขยัน แล้วก็ไม่มีใครอาจจะกำหนดพยากรณ์เวลาที่จะสำเร็จมรรคผลได้ ท่านให้มั่นใจขนาดนี้ ขยันนี่ต้องขยันถูกด้วย ไม่ใช่ขยันผิด ขยันตามท่านว่านี้ ถ้าขยันจริงๆ เวลาจะทำ ทรงสมาธิให้เต็มที่ ให้จิตมันทรงตัว แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาเห็นรูปทางตาไม่เป็นเรื่อง เสียงทางหูไม่ได้ความ กลิ่นทางจมูกไม่เป็นรส ว่ากันจิปาถะไปก็แล้วกัน ว่าให้เห็นว่ามันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ไม่ยึดถือ ปล่อยมันเสียให้หมด เสียงดีหรือเสียงเลวก็ช่าง รูปดีรูปเลวก็ช่าง กลิ่นดีกลิ่นเลวก็ช่าง รสดีรสเลวก็ช่าง สัมผัสดีสัมผัสเลวก็ช่าง อารมณ์ใจทรงไว้เฉพาะในด้านอารมณ์ที่เป็นกุศลเพียงอย่างเดียว คือตั้งไว้ในด้านสักกายทิฏฐิทำลายอสมิมานะที่ถือตัวถือตนว่าเป็นเราเป็นของเรา อย่างนี้สิบวันได้แน่ เหลือเวลาอีกสามนาที

       ท่านก็พูดต่อไปว่าวันที่ ๑๘ กรกฏาคม ๒๕๐๖ เวลา ๙.๐๐ น. เริ่มทำสมณธรรม เห็นไหมว่า เวลาท่านจะไม่ยอมปล่อยให้มันว่างไป ๙ น. นี่แปลว่าฉันข้าวเสร็จทำวัตรเสร็จ เริ่มทำสมณธรรมในระยะต้นท่านได้เห็นท่านมหากัจจายนะ อย่าลืมว่าท่านได้อภิญญา ท่านควบคุมอภิญญาได้ โปรดให้สัญญาบอกระยะญาณ นี่เรื่องของอภิญญา ผมไม่อธิบาย ต่อมาได้น้อมจิตเข้าสู่จตุตถฌานขั้นละเอียด อย่าลืมฌานสี่สองอย่างมันมีหยาบกับละเอียด เราเรียนกันมาแล้ว ยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ จำให้ดีนะ จิตก็เข้าถึงพระนิพพาน ได้รับโอวาทจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พอยึดพระนิพพานเป็นอารมณ์ก็อาศัยทรงอภิญญา จิตมันก็พุ่งปรี๊ดเข้าไปจับที่พระนิพพาน ได้รับโอวาทจากองค์สมเด็จพระพิชิตมารว่า ขอจงปล่อยอุปาทานขันธ์ห้าเสีย แล้วทรงกล่าวว่า ความสำเร็จไม่มีใครพยากรณ์ได้ สุดแล้วแต่ความขยัน พระองค์ทรงกรุณาลูบหลังลูบศีรษะแล้วก็เสด็จไปเพื่อให้โอวาทแก่คนอื่น แสดงว่านิพพานมีคนหลายคนเขาไปได้ ท่านให้โอวาทเพียงเท่านี้ว่า จงปล่อยอุปาทานในขันธ์ห้าเสีย จงอย่ายึดเอาไว้ ขึ้นชื่อว่าความสำเร็จในมรรคผลใดๆ ไม่มีใครสามารถจะพยากรณ์ได้ แล้วท่านก็เสด็จไปให้โอวาทกับคนอื่น ตอนนี้ท่านบอกว่าจิตของท่านตั้งมั่นอยู่ที่พระนิพพานพอสมควร เขาเรียกอทิสมานกาย นั่งอยู่ที่พระนิพพานพอสมควร แล้วยังเข้าสู่วิปัสสนาญาณแยกขันธ์ห้าออกจากจิต เห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปก็ดี เสียงก็ดี กลิ่นก็ดี รสก็ดี สัมผัสก็ดี อะไรก็ตาม มันไม่มีอะไรทรงตัว มันดับสิ้นในที่สุด ว่างจากจิต มันก็ว่างจากอารมณ์ที่พอใจในรูป แล้วท่านก็ทวนถึงชาติก่อนๆ ในอดีตด้วยอำนาจปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ว่ามันตายแล้วก็เกิดๆ แล้วก็ตาย ไม่เห็นมีการทรงตัว พอสมควรแล้วก็ขยับจิตเข้ามาจับวิปัสสนาญาณอีก พออารมณ์สบายมาก

       เวลานี้ บรรดาท่านทั้งหลาย เวลาที่จะพูดกันมันหมดเสียแล้ว ขอบรรดาท่านทั้งหลายฟังปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าแล้วเอาไปใช้บ้างนะ เราไม่ได้อภิญญาสมาบัติ เราก็ทำจิตของเราให้เข้าถึงจุดอารมณ์สูงสุดในสมาธิที่จะพึงมีได้ แล้วใช้อารมณ์วิปัสสนาญาณคืออริยสัจตัดสักกายทิฏฐิ ถ้าจิตมันจะซ่านก็ทิ้ง เข้ามาจับสมถะใหม่ให้อารมณ์ทรงตัว จิตทรงตัวดีแล้วก็ใช้วิปัสสนาญาณช่วย อย่างนี้ไม่ช้าก็บรรลุมรรคผลตามหลวงพ่อเฒ่าตามที่กล่าวมาแล้ว นี่สำหรับเวลานี้ก็หมดเสียแล้ว ก็ขอบรรดาท่านทั้งหลายโปรดทรงกำลังใจของท่านให้ทรงไว้ซึ่งความดีตามสมควรแก่เวลาที่ท่านพึงจะเห็น