๑๘

       ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย บัดนี้ท่านได้สมาทานศีลสมาทานพระกรรมฐานแล้ว ต่อไปก็โปรดฟังเรื่องราวของท่านผู้เฒ่า เมื่อคืนที่แล้วมามีข้อความสำคัญอยู่ตอนหนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทควรจะฟังย้ำและตั้งใจปฏิบัติ คือท่านกล่าวว่าขณะที่ท่านขึ้นไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคในขณะนั้น ปรากฏว่าองค์สมเด็จพระพิชิตมารตรัสคำว่าขึ้นไปเฝ้านี่ ขอท่านทั้งหลายได้โปรดทราบ ท่านที่ทรงอภิญญาเล็กก็ดี อภิญญาใหญ่ก็ดี คำว่าอภิญญาเล็กก็ได้แก่ มโนมยิทธิ สำหรับคำว่าอภิญญาใหญ่ก็คือบำเพ็ญมาจากกสิณ ๑๐ อย่างนี้ เรื่องการเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นของธรรมดาสำหรับท่านพวกนั้น แต่ว่าท่านทั้งหลายสงสัยคิดว่าจะเป็นไปได้หรือ ก็ขอให้ปฏิบัติตามท่าน ทำให้ได้เยี่ยงท่าน จะเป็นของไม่แปลก เป็นอันว่าครั้นท่านไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว องค์สมเด็จพระประทีปแก้วมีพระพุทธฏีกาว่า ถ้าเธอปรารถนาความเป็นพระโสดาบัน เธอจงปฏิบัติแบบนี้ คือ

       หนึ่ง ก่อนฉันอาหาร ให้พิจารณาให้เป็นอาหาเรปฏิกูลสัญญา ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะพระองค์เดียว ฆราวาสก็ทำได้ เรียนกันมาแล้ว

       สอง ให้เจริญอสุภสัญญาให้มากเพื่อตัดราคะ

       สาม ละอัสมิมานะ คือการถือตัวถือตน แล้วตัดสักกายทิฏฐิเป็นต้น ด้วยอำนาจของวิปัสสนาญาณ เพื่อความเป็นพระโสดาบันของเธอ

       ก็เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท จะเป็นภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ถ้ามีความปรารถนาอย่างนี้ละก็ โปรดปฏิบัติเช่นนั้นเพื่อความเป็นพระโสดาบันของท่าน เมื่อคืนนี้ว่ามาแล้วอย่างนี้ จะขอซ้ำอีกหน่อยหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนใจ แต่ว่าความเป็นโสดาบัน นี่สำหรับผู้ที่เคยปฏิบัติในด้านสาวกภูมิมาตลอดเวลาเป็นของไม่ยาก แต่นี่ท่านผู้นี้ท่านบำเพ็ญบารมีมาในด้านพุทธภูมิ คือปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ทำอะไรทุกอย่างมันก็ยากไปหมด สำหรับต่อแต่นี้ไป ก็ขอต่อเมื่อวานนี้

       ท่านบันทึกไว้ว่า เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เวลาเที่ยงเศษ เจริญสมณธรรม จำเวลาของท่านนะ ดูๆ เวลาของท่านนะ ดูเหมือนท่านไม่มีเวลาว่าง เมื่อว่างจากแขกจากงานท่านก็ทำทันที เวลามีแขกก็พิจารณาอริยสัจอยู่เสมอ ว่าคนทั้งหลายนี้มีทุกข์หรือเปล่า เวลาทำงานก็ตั้งใจจริงๆ เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว เป็นการทรงสติสัมปชัญญะ ทรงอารมณ์สมาธิ เวลาทำงานเห็นงานทุกชิ้นเป็นวิปัสสนาญาณ ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นมาแล้วไม่ช้ามันก็พัง นี่ท่านใช้เวลาของท่านทุกเวลาเป็นสมถะและวิปัสสนาไปหมด คนที่จะเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระบรมสุคตเขาทำกันแบบนี้ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ไม่สักแต่ว่าฟัง คุยกันต่อไป ท่านบอกว่าเวลาเที่ยงเศษ เจริญสมณธรรมหลังอาหารเพล ตอนนี้จิตสบายมาก แล้วใช้ภาวนาว่า ขีณาสวาริยตา อารมณ์สบายแล้วท่านก็เจริญต่อไปจนกระทั่งจิตมีความสบายถึงที่สุด มีอารมณ์ว่างจากกิเลสทุกประการ มีอารมณ์ผ่องใสใจเป็นสุข สุขในที่นี้เราจะพิจารณากันไม่ได้ว่าอะไรมันสุขแค่ไหน เป็นสุขที่เราไม่เคยพบไม่เคยเห็น เป็นสุขที่ไม่อยากจะถอนตัว แล้วท่านก็เจริญต่อไปจนใจสบาย ต่อไปท่านก็พบองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาอีก เพราะว่าท่านที่ปรารถนาพุทธภูมินี่เขาไม่ทิ้งพระพุทธเจ้าหรือท่านที่ปรารถนาสาวกภูมิก็เหมือนกัน ถ้าทำจิตถึงขนาดนี้แล้วเขาไม่ทิ้งพระพุทธเจ้า เกาะพระพุทธเจ้ากันแจเหมือนกับเกาะสังฆาฏิ พบแล้วจึงทูลถามว่าคาถานี้สำหรับวิปัสสนาใช่ไหม แล้วเมื่อได้แล้วก็มีต่ออีกไหม ว่าขีณาสวาริยตา ก็แสดงถึงความเป็นพระขีณาสพ พระขีณาสพก็คือพระอรหันต์

       ท่านจึงได้ถามสมเด็จพระทรงธรรม์ว่า อันนี้เป็นคาถาสำหรับวิปัสสนาญาณใช่ไหม ท่านก็ตอบว่าใช่ แล้วท่านก็ถามต่อไปว่า เมื่อได้ดีแล้วเต็มที่แล้วมีอะไรต่ออีก สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่ามี เมื่อจิตเป็นสุขดีแล้วก็ใช้คำภาวนาว่า นิพพานสุขัง ท่านว่าอย่างนั้น ที่ผมมาเล่าให้ท่านฟังนี่ผมไม่ได้บังคับให้ท่านปฏิบัติตามนะ เป็นแต่เพียงว่าให้รู้ปฏิปทาพระองค์หนึ่งซึ่งในสมัยปัจจุบันและอดีตใกล้ปัจจุบันนี้เท่านั้น ไม่ใช่สมัยพระพุทธเจ้า ก็สามารถทำอะไรได้ อย่างนั้นเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าเวลานี้พระพุทธเจ้านิพพานแล้วเราไม่มีโอกาส เพราะว่าพระธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระบรมโลกนาถยังอยู่สมบรูณ์ เราไม่ขี้เกียจเสียอย่าง เราก็ทำได้หมด

       เป็นอันว่าเมื่อท่านถามองค์สมเด็จพระบรมสุคต ท่านตอบว่าต่อไปก็ภาวนาว่า นิพพานสุขัง เมื่อจิตถึงนิพพานแล้ว ตอนนี้สงสัยละซี อย่าลืมว่าท่านได้อภิญญานะ เมื่อจิตเคลื่อนเข้าสู่นิพพาน คือ อทิสมานกาย เข้าไปถึงนิพพานแล้ว ให้ทำความรู้สึกว่าจิตนิ่งสงบมาก คำว่าให้ทำความรู้สึกนี่ ไม่ใช่ให้นึกเอาเฉยๆ คือควบคุมกำลังจิตให้ว่างจากสรรพกิเลสทั้งหมด ไม่มีอะไรเหลือ เมื่อจิตสงบมาแล้วก็ยกอารมณ์ขึ้นสู่พระนิพพาน ภาวนาว่า นิพพานสุขัง จิตขึ้นสู่พระนิพพาน คือมีอารมณ์ว่าง อารมณ์รักพระนิพพาน ชื่นใจในพระนิพพาน มีอารมณ์สุข มีอารมณ์สงัด มีความเยือกเย็น ตอนนี้ให้ใช้อารมณ์ภาวนาว่า นิพพานสุขัง ถ้าเราเป็นสุขวิปัสสโก ก็ถืออารมณ์เป็นสำคัญ สำหรับท่านที่ได้วิชชาสามอันดับหนัก ที่ได้มโนมยิทธิก็นำอทิสมานกายเข้าไปสู่ดินแดนนิพพานเลย หรือว่าท่านที่ได้อภิญญาสมาบัติก็นำอทิสมานกายเข้าไปสู่แดนนิพพานเลย อารมณ์เป็นสุข ภาวนาว่า นิพพานสุขัง สำหรับท่านที่เป็นสุขวิปัสสโกไม่เห็น จิตเป็นสุข มีอารมณ์ว่างจากราคะ ว่างจากโลภะ ว่างจากโมหะ ชั่วขณะนั้นให้ใช้คำภาวนาว่า นิพพานสุขัง จิตจะได้จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ นี่เป็นเรื่องของท่านนะ ไม่ใช่ว่าท่านทั้งหลายจะต้องทำเรื่องของท่านผู้บันทึก ท่านทั้งหลายจะทำอย่างไร ชอบใจหรือไม่ชอบใจเป็นเรื่องของท่าน จะมาโทษผมไม่ได้

       ต่อไปเรื่องของท่านพาดหัวไว้ว่า อภิญญาผลสมาบัติ ตอนนี้ประเดี๋ยวฟังแล้วท่านก็จะยุ่งกันใหญ่ ท่านบอกว่าวันนี้วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ เข้าเจริญสมณธรรมตั้งแต่เวลา ๙.๐๐ น. ตรง วันนี้มีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตั้งแต่เริ่มจับอารมณ์ปั๊บ อารมณ์ก็ใสสว่าง ซึ่งไม่เคยมีมาในกาลก่อน แล้วท่านพยายามทำไปตามลำดับ ผมจะพูดให้ฟังว่าการเจริญพระกรรมฐานนี่ โดยมากก่อนที่จะทำจุดปลายเขามักจะทำในจุดต้น จับจุดต้นดูซิว่าจิตอารมณ์ของเราไปพร่องอยู่ตรงไหน คือ

       อันดับแรกท่านก็จับอานาปานสติควบกับพุทธานุสติกรรมฐาน

       จิตเป็นสุขถึงที่สุดถึงฌาน ๔ ทิ้งฌาน ๔ วิ่งเข้าไปฌาน ๘ ถอยหลังลงมาจับอริยสัจสี่

       จิตสะอาดผ่องใสถอยลงมาถึงอุปจารสมาธิ จับเมตตาพรหมวิหารสี่

       จิตเข้าถึงที่สุดทันที ถอยลงมาอุปจารสมาธิ จิตจับอสุภกรรมฐานจนกระทั่งมีความรู้สึกเป็นสุข ไม่มีความติดพันในภาพพจน์ใดๆ

       ถอยลงมาถึงอุปจารสมาธิเข้ามรณัสติกรรมฐาน

       เมื่ออารมณ์ถึงที่สุด ถอยลงมาอุปจารสมาธิจับบารมีสิบประการ

       แล้วถอยลงมาตัดอัสมิมานะ ความถือตัวตัวถือตน

       แล้วถอยลงมาตัดอิสมิมานะ ความถือตัวถือตน

       แล้วถอยลงมาจับสักกายทิฏฐิ จนกระทั่งเข้าจุดถึงขีณาสวานิยตา

       นี่วิธีทำเขาทำกันแบบนี้ คือไล่ตั้งแต่ต้นลงมา ว่าต้นที่ละได้แล้วมันยังเกาะจิต ถ้ายังต้องใช้เวลามากถึงข้อละสองนาทีใช้ไม่ได้ จับอารมณ์ของจุดไหนอารมณ์จิตมันโปร่งไปหมดไม่มีอารมณ์เกาะอันนั้นใช้ได้ หรือว่าเป็นฌานทันทีใช้ได้ แล้วถึงจะจับตัวปลาย ถ้าตัวต้นยังไม่คล่องไม่ผ่องใสยังไม่จับตัวปลาย ต้องไล่เลียงลำดับอย่างนั้นลงมา

       จับตามลำดับอย่างนั้นลงมาจะถึง ขีณาสวานิยตา อารมณ์ปักแน่น

       แล้วก็เลยแสวงหานิพพานสุขังต่อไป อารมณ์ปักแน่นก็เป็นฌานสูงสุด อารมณ์เป็นสุข จับหานิพพาน ภาวนานิพพานสุขังต่อไป

       ท่านบอกว่าแล้วตรวจดูอารมณ์ คราวนี้จิตท่านเป็นทิพย์นี่ ท่านก็ดูใจของท่านเองได้ ท่านก็ตรวจดูอารมณ์เห็นจิตผ่องใสเหมือนกับแก้วสะอาด แต่ว่ายังมีคลื่นนิดๆ หน่อยๆ คือ ยังมีไหวตัวกระเพื่อมๆ จึงรู้สึกว่าจิตนี่ยังดีไม่พอ

       จึงได้ถอนจิตจากนิพพานสุขัง เอาอารมณ์เข้ามาจับขีณาสวานิยตาใหม่ คราวนี้อารมณ์แจ่มใสมาก แล้วก็หันเข้ามาจับในนิพพานสุขัง จิตทรงตัว

       ตอนนี้ท่านบอกว่า มีความรู้สึกว่าเวลานี้จิตเป็นอภิญญาผลสมาบัติ อภิญญาหมายความว่ารู้ยิ่ง จิตมีอารมณ์ประเสริฐเพราะท่านเป็นผู้ได้อภิญญา ผล คือ ผลที่ตนได้มา สมาบัติคือ เข้าถึงๆ ผลที่ตนฝึกอภิญญามาแล้วควบกับวิปัสสนาญาณทรงตัว เล่นแบบนี้สนุกจะตาย เพลินดีนะ ถอยหน้า ถอยหลังๆ ถอยหน้าอยู่คนเดียว อารมณ์เป็นสุข ตามบันทึกของท่าน เราตั้งใจไว้ว่าจะถอนเวลา ๑๑ น. เริ่มตั้งแต่ ๙ น. ตรง จะถอนเวลา ๑๑ น. ตรง เพื่อกินข้าวละซิ ท่านว่าตอนนี้ชักจะถอนเกือบไม่ออก ดึงเท่าไรก็ไม่ออก จิตมันปักแน่น มันไม่ยอมคลายสมาธิ จิตอารมณ์เป็นทิพย์ ก็รู้สึกว่าดีใจมาก ว่ากำลังใจของเรานี่ดีพอแล้ว มีกำลังใจใหญ่พอจะสู้กับกิเลสได้ สามารถจะห้ำหันให้กิเลสทั้งหลายมันสลายตัวไปได้ ว่าอย่างนั้นตามที่ตนปรารถนาไว้แห่งการไม่เกิดอีก

       ท่านพิจารณาว่าการที่เราจะไม่ต้องเกิดอีกมันใกล้เข้ามาแล้ว จำให้ดีนะ ขณะนี้ท่านมีความรู้สึกตัว ท่านว่าการที่จะไม่ต้องเกิดอีกใกล้เข้ามาแล้ว มันยังไม่ถึงจุดนั้น มันใกล้ๆ ขณะนั้นเอง ท่านบอกว่าจิตท่านเป็นทิพย์ พบหน้ากิเลสตัณหา กิเลสตัณหามันยื่นหน้าเข้ามาตั้งแต่วันวานนี้ วันที่ ๑๙ วันนี้ก็พบมันอีก แต่วันนี้พบชัดมากเพราะจิตมันใสมาก เจ้ากิเลสและตัณหามันสงบนิ่งนอนเฉย นี่แสดงว่ากิเลสมันหลบไปนอนเสีย มันไม่ฟูขึ้นมาด้วยอำนาจกำลังของญาณ แต่ความจริงกิเลสนอนนี่กิเลสยังไม่หมด ถ้าเผลอเมื่อไรมันเข้ามาเมื่อนั้น

       เป็นอันว่าท่านมีความมั่นคงในกำลังญาณมากกว่าในวิปัสสนาญาณ พระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงรับรองว่าเป็นพระโสดาบัน นี่ต้องระวังให้ดีนะ จิตสงบสบายแล้วก็อย่าเพิ่งไปนึกว่าเราเป็นพระอริยเจ้า ให้มันถึงจริงๆ เสียก่อน ใช้วิธีตรวจอารมณ์อยู่เสมอ จับหาความผิด จับหาความชั่วในอารมณ์ของจิตของตัว แล้วท่านบอกว่าให้กิเลสมันเลี่ยงไป บอกเอ็งถอยไป ไม่ใช่เรื่องของเอ็งจะมายุ่งกับฉัน ฉันไม่ต้องการ ท่านว่ามึงจงหลีกไป ท่านว่าอย่างนั้น มึงจงอย่ามายุ่งกับกู กูไม่พึงต้องการมึงอีก มึงเป็นเจ้านายบังคับกูทรมานกูมาหลายแสนกัปแล้ว หลายแสนอสงขัยกัปแล้ว ต่อแต่นี้ไปมึงกับกูไม่มีทางแล้วที่จะมาบังคับกูได้ เป็นอันว่ากูจะต้องหลีกไปหรือทำลายมึงให้พินาศไปเพื่อการเข้าพระนิพพานของกู นี่เขาใช้กันอย่างนี้ ใช้กันแบบพูดกับศัตรูที่เป็นตัวสำคัญ ท่านบันทึกต่อไปว่า เราจะเข้าอภิญญาผลสมาบัติอย่างนี้ทุกวันและทุกคืน จะไม่ยอมให้จิตดวงนี้คลาดจากอภิญญาผลสมาบัติ เพื่อประโยชน์ของมหาชนทั่วไปตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่ง จำให้ดีนา นี่เรื่องเล่าให้ฟัง ถ้าชอบใจก็เอาไปปฏิบัติได้ ไม่ชอบใจก็แล้วไป ไม่ได้ว่าอะไร ทำไปตามอัธยาศัยของตนนั่นแหละดี ชอบใจตอนไหนทำตอนนั้น นี่มันเรื่องเล่าให้ฟังแต่ละบุคคล

       ที่นี้ท่านบันทึกต่อไปว่า วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๐๖ วันนี้เวลา ๑๙ น. นอนฟังเทศน์ทางวิทยุ จิตหยั่งเข้าถึงที่สุดของญาณที่พึงได้ ท่านย่อๆ ไว้เท่านี้ ท่านบอกว่าตอนเช้าฝ่ายวิปัสสนาญาณได้ผลดีมาก เป็นอันว่าคืนนั้นท่านทำเกือบทั้งคืน เมื่อฟังวิทยุพระเทศน์ แต่แทนที่ท่านจะไปสนใจกับคำเทศน์ ท่านก็กลับไปสนใจกับฌานสมาบัติของท่าน มันก็เพลินไป ถึงใกล้รุ่ง รู้สึกตัวฌานถอยลงมาก็จับวิปัสสนาญาณ เพราะกำลังสมถะมันมีผลมาก วิปัสสนาญาณมันก็มีมหาศาล ท่านบอกว่า วันนี้ตอนเช้าได้พบหญิงสาวๆ มากันมาก แต่งตัวกันสวยๆ เยอะแยะหมด แต่ว่าพอเธอก้าวขึ้นบริเวณสถานที่อยู่ ใจมันก็แยกเธอทั้งหมดออกเป็นธาตุสี่ เห็นหน้าปับใจมันก็จับเห็นเธอเป็นธาตุสี่ไปเสียแล้ว จากธาตุสี่แยกออกเป็นอาการสามสิบสอง จากอาการสามสิบสองออกเป็นอสุภสัญญา เห็นเหมือนกับผีเน่าในป่า จะรักทำเกลืออย่างไรได้ เป็นอันว่าอารมณ์รักสาวๆ มันก็เลยไม่มี ถ้าสาวๆ พวกนี้ตั้งใจจะมาขายละก็เจ๊งแน่ หลวงตาแกไม่ซื้อหรอก ท่านว่าอย่างนี้ก็ว่าตามท่านไป เพื่อการสดับของท่านทั้งหลาย ฟังไว้ก็มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์ก็เลิกฟังเสียก็ได้ เจริญวิปัสสนาไปหมดเรื่อง

       ท่านบันทึกต่อไปว่าวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เวลาเช้าเข้าอภิญญาผลสมาบัติ ท่านบอกแล้วนี่ ท่านไม่เลิกแน่ เรื่องอภิญญาผลสมาบัติไม่ยอมถอนตัวเด็ดขาด ว่ามันทั้งกลางวันกลางคืน ท่านบอกขณะนี้ได้ผลดีมาก อารมณ์แห่งพระนิพพานกำลังต่อต้านอารมณ์กระแสกิเลส จิตรักพระนิพพาน กิเลสบางอย่างมันพุ่งเข้ามาก็เป็นการเตือนว่า นี่อย่าเพิ่งไปเลย เพื่อนเอ๋ย สาวๆ สวยๆ รวยๆ มีเยอะ หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มผิวเนื้อนุ่มนิ่ม อย่าเพิ่งไปนิพพาน อย่าเพิ่งไปเลยเพื่อนมีเมียก่อนดีกว่า กิเลสบางตัวก็บอกว่าจะไปทำไมเล่าเพื่อนเอ๋ย ทรัพย์สินของเรามีเยอะแยะใหญ่โตมโหฬาร จะเอาสักกี่ร้อยล้านก็ได้ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ นี่กิเลสตัวหนึ่งก็บอกว่า นี่รู้ไหม เจ้าเม่งคณะนี้มันประกาศตัวเป็นศัตรูกับเจ้า ทำลายมันเสียก่อนซี จะรีบไปนิพพานทำไม เรื่องนิพพานเรื่องเล็กๆ ของเด็กๆ ไปเมื่อไรก็ได้ นี่เรื่องของกิเลสมันสอน

       แต่ทว่าอารมณ์ปรารถนานิพพานก็ตัดไปเสียหมด ว่าเชิญเลี่ยงไปเสียให้พ้น อย่ามายุ่งเจ้าตัวร้าย เราเกลียดเจ้า เรามีความรู้สึกว่าเจ้านี่เป็นศพเน่าที่เราไม่พึงต้องการ เมื่อเจ้ากิเลสมันว่างไป อารมณ์พระนิพพานก็แจ่มใส ทำไปจนกระทั่งมีความรู้สึกสบาย ถอนอารมณ์มานิดหน่อยเข้ามาตั้งอยู่ในปฐมฌาน เวลานั้นเจ้ายุงตัวสำคัญมันย่องเข้ามาตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ รู้สึกคันๆ เอามือไปลูบเข้าเจ้ายุงมันตายไป ๑ ตัว นึกเสียใจว่านี่เรามันเลวไปเสียแล้ว ว่านี่ทำไมไปทำให้ยุงมันตาย แต่ความจริงเจตนาไม่มีเพราะว่าใจเสีย มานั่งคิดในใจว่านี่พระโสดาบันเขาไม่ทำกันอย่างนี้ พระโสดาบันเขาไม่ยุ่งแม้แต่ยุงกับมด นี่เจ้าฆ่ายุงตาย จะเป็นพระโสดาบันกับเขาได้อย่างไร มาตัดกำลังใจกันว่านี่เราเลวไปเสียแล้ว เอาแก้ตัวกันใหม่วันนี้ ไม่เลิกมันละ ล่อมันให้ตายไปทั้งวันถ้าไม่มีใครมารบกวน ว่างแขกไม่ได้ละ ว่าดะ เวลามีแขกมา ท่านก็จับในอริยสัจ ทุกขอริสัจบ้าง อสุภสัญญาบ้าง ท่านก็จับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่ากันเรื่อยไปไม่ให้มันติด

       ท่านเล่าให้ฟังต่อไปว่า นี่บันทึกของท่านนะ ไม่ใช่นั่งเล่า ท่านบอกว่าจับอภิญญาผลสมาบัติต่อไป แป๊บเดียวอารมณ์ใจเป็นสุขดิ่งถึงจุดจบ ก็ได้พบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธองค์ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาว่า ถ้าขยันและสนใจอย่างนี้ ภายในพรรษานี้จะได้เป็นผู้ไม่เสื่อมลง หมายถึงว่าจะได้อริยผล จำให้ดี ท่านบอกว่านี่ถ้าขยันอย่างนี้นะ ภายในพรรษานี้จะเป็นผู้ไม่มีทางเสื่อมลง ไม่มีทางเสื่อมลงนี่หมายความว่าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป

       ท่านบันทึกว่ามันน่าแปลกใจที่เรายิ่งจะหนีให้มันไกล เจ้าสาวๆ ก็มากันมากเข้าทุกที ท่านบันทึกว่ามันชอบรักเรา นี่แปลกจริงๆ แฮะ ท่านว่าอย่างนั้น นี่เราอายุ ๔๗ ปี แก่จะตายโหงแล้ว นี่ยังไงนี่ เจ้าเด็กสาวๆ อายุ ๑๗, ๑๘, ๒๐ เศษๆ ดันมาปองรักคนแก่นี่ มันจะหวังอะไรของมันนะ คนระยำ หนุ่มๆ ถมเถไปไม่มารัก ดันมารักคนแก่ได้ ความจริงการรักแบบนี้เขาไม่ได้รักจริงๆ หรอก กิเลสมันสอนมา ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายปฏิบัติ ถ้าเข้าถึงเขตนี้ จำไว้ด้วยนะว่า คนที่เข้ามาแสดงความรัก มาขออยากจะรัก อยากจะแต่งงานด้วยน่ะ อย่าไปเชื่อ คือนั่นมันเป็นอารมณ์ของกิเลสมันเข้ามาผูกพัน หมายความว่ามันเสี้ยมสอนเขามา เขาไม่ได้มาด้วยความจริงใจกิเลสมันดันมาชั่วคราว ท่านบันทึกว่าเจ้าเด็กที่มีความรู้ ม. ๖ บ้าง อาชีวะชั้นสูงบ้าง ได้ปริญญาบ้าง มันน่าจะหาหนุ่มๆ เป็นผัว มารักพระแก่มันจะมีหวังหรืออีหนู เอ็งอดเถอะ ฉันขอลาแล้ว ขึ้นชื่อว่าความเกิดฉันไม่พึงปรารถนา ทำไมฉันจะต้องไปแต่งงานกับเธออีก แต่งหรือไม่แต่งเวลามันหมดแล้ว ท่านทั้งหลายได้สดับเรื่องนี้แล้วถือว่าฟังไว้เป็นคติ คือเป็นแบบแผนเท่านั้น ส่วนการปฏิบัติของทุกท่านให้เป็นไปตามอัธยาศัยของท่านที่คล่องแล้ว ว่าพอใจอย่างไรปฏิบัติอย่างนั้น

       เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เวลามองไปเหลืออีกครึ่งนาที ต่อแต่นี้ไปขอท่านทั้งหลาย จึงตั้งใจรวบรวมกำลังใจ ถ้าท่านเป็นผู้ใหม่ ก็ใช้อานาปานสติกรรมฐาน คือกำหนดลมหายใจเข้าออก เวลาหายใจเข้านึกว่า พุท  เวลาหายใจออกนึกว่า โธ ขณะใดที่อารมณ์ยังมีอารมณ์ติดอยู่อย่างนี้ ก็ชื่อว่าท่านเป็นผู้มีสมาธิหรือมีฌาน สำหรับท่านทั้งหลายที่ฌานคล่องแล้ว ต่อจากนั้นขอให้ท่านปฏิบัติตามอัธยาศัยในอิริยาบถสี่ จะนั่งก็ได้ จะยืนก็ได้ จะเดินก็ได้ ตามอัธยาศัย จนกว่าท่านเห็นว่าเวลานั้นสมควรแก่ท่าน สวัสดี