๑๙

       ในโอกาสนี้ บรรดาท่านทั้งหลายได้สมาทานพระกรรมฐานและก็สมาทานศีลแล้ว ต่อนี้ไป ขอได้โปรดตั้งใจให้เป็นสมาธิ คือการทรงอารมณ์ให้เป็นสมาธิ ได้แก่อานาปานสติกรรมฐานนี่เราทิ้งกันไม่ได้  ถ้าท่านผู้ใดทิ้งอานาปานสติกรรมฐานก็แสดงว่าท่านผู้นั้นไม่สามารถจะทรงกำลังจิตให้ดีได้ตามสมควร ฌานสมาบัติต่างๆ ต้องขึ้นอยู่กับอานาปานสติกรรมฐานเป็นสำคัญ และนอกจากนั้นก็ให้ปฏิบัติตามอัธยาศัย ในเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ยึดพุทธานุสติกรรมฐานเป็นสำคัญ ดูตัวอย่างมัฑกุณฑลีเทพบุตร เขามีความเลื่อมใสตั้งใจนึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเพียงนิดเดียว เวลาเพียงสั้นๆ เกิดเป็นเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เทวโลกได้ มีวิมานทองคำ แล้วหลังจากนั้น ได้สดับพระธรรมเทศนาอีกวาระเดียวก็เป็นพระโสดาบัน เพียงแค่ทรงอานาปานสติกรรมฐานกับพุทธานุสติกรรมฐานก็สามารถทรงฌานสี่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ท่านนักปฏิบัติกรรมฐานใหม่ ให้รักษาอารมณ์นี้ไว้เป็นสำคัญ ยังไม่ต้องใช้อารมณ์อื่นใดก็ได้ สิ่งทั้งสองประการนี้ท่านก็สามารถทรงฌานสี่ได้ นี่ว่ากันถึงท่านที่ตั้งใจมาปฏิบัติ ไม่ต้องรีบมาก เรียนเท่านี้พอ แล้วเอาไปปฏิบัติที่ๆ อยู่ของท่าน การปฏิบัติไม่ต้องหนีเข้าป่า อยู่กับคน อยู่กับที่เดิม แล้วก็สามารถทำจิตใจให้ชนะอารมณ์ที่ฟุ้งซ่านได้ ก็สามารถจะทรงฌานได้ หากว่าทำกรรมฐานเพียงเท่านี้ยังไม่ได้ อยู่ที่ไหนก็ไม่สมควรทั้งนั้น เพราะว่าความดีหรือความชั่ว อารมณ์ดีหรืออารมณ์ชั่ว มันอยู่ที่กำลังใจของเรา ไม่ใช่อยู่ที่สถานที่ แล้วก็ไม่ได้อยู่ที่ครูสอน ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า อขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก ถ้าบอกแล้วไม่ปฏิบัติตามก็เมื่อยปากเปล่าซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร สำหรับผมเอง การปฏิบัติกรรมฐานมาให้กาลก่อน ผมก็ไม่เคยเกาะครูบาอาจารย์มากเกินไป ถามอะไรพอเข้าใจแล้วก็ประพฤติปฏิบัติตามนั้น ถ้าสิ่งนั้นยังไม่มีผล ผมก็ไม่กลับไปถามครูบาอาจารย์อีก ผมถือเอาชีวิตของผมเป็นประกัน ถ้าทำไม่ได้ให้มันตายไปเสียดีกว่า นี่นักปฏิบัติกรรมฐานที่ดีตามสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านก็ปฏิบัติอย่างนั้น ต่อนี้ไป ขอบรรดาท่านทั้งหลายฟังเรื่องราวของท่านผู้เฒ่าต่อไป

       ตามบันทึกของท่าน ท่านเขียนไว้ว่า วันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ตอนนี้ท่านเริ่มหัวข้อไว้ว่า พุทธพยากรณ์พิเศษ ท่านกล่าวว่าวันนี้ขณะที่ทำวัตร ได้กราบทูลถึงเรื่องกิเลส นี่แสดงว่าเวลาที่ท่านทำวัตร ว่า โยโส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ ปากท่านก็ทำวัตรไปด้วยความเลื่อมใส ท่านก็ใช้กำลังอภิญญาผลสมาบัติของท่านติดต่อตรงกับองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือว่าเรื่องนี้ทำได้ง่ายๆ ไม่ยากนัก เป็นการแบ่งกำลังใจของเราส่วนหนึ่งทำงานที่ตรงนี้ ส่วนหนึ่งก็ไปจุดใดจุดหนึ่งได้ตามความประสงค์ การกระทำอย่างนี้ ถ้าคล่องจริงๆ ส่วนมากมักจะเป็นพวกปรารถนาพระโพธิญาณ ท่านเขียนไว้ย่อเหลือเกินว่า กราบทูลถึงเรื่องของกิเลส ท่านถามอะไรบ้างก็ไม่รู้ เพราะท่านเขียนย่อจริงๆ ท่านกล่าวว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงโปรดว่ามีเรื่องกระทบใจ ท่านบอกว่าเวลานี้มันมีเรื่องกิเลสเข้ามากระทบใจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แล้วก็มีจริงๆ หมายความว่าพระพุทธเจ้าตรัสว่า ระหว่างนี้ต้องระวังนะ กิเลสเล็กกิเลสน้อยมันจะเข้าจูงใจกระทบใจอยู่เสมอ ความจริงกิเลสใหญ่มันชนะมาแล้วก็คือกิเลสผู้หญิง ผู้หญิงอยากจะมาชวนเอาไปเป็นผัว ชนะแล้ว ไม่เป็นแล้ว แล้วก็บอกว่าในเมื่อเราชนะเรื่องนี้แล้วก็จงระวังเรื่องกระทบใจคือ ปฏิฆะ การชนะกามราคะนั่นหมายความว่าจะก้าวเข้าไปสู่ความเป็นพระอนาคามี เวลานี้ นั่นจุดหนึ่งของพระอนาคามีที่จะเข้าถึง เราชนะแล้วแต่ก็จะต้องระวังอีกจุดหนึ่งที่จะเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี นั่นคือปฏิฆะหรือความโกรธความพยาบาท อารมณ์ที่สร้างความโกรธให้เกิดขึ้นอันนี้ต้องระวัง มันจะเข้ามาเล่นงานเข้าอีก ท่านว่าอย่างนั้น

       และในที่สุดก็มีจริง ท่านบอกว่าเวลาทำวัตรก็เวลา ๑๘ น. เศษ กลับมาแล้วจากการทำวัตร เวลาทำวัตรก็ทำกรรมฐานไปด้วย เพราะว่ากำลังทำวัดอยู่นี่ท่านพบพระพุทธเจ้าได้ ก็แสดงว่าอารมณ์ใจของท่านไม่คลายจากอภิญญาผลสมาบัติ ถ้าหากว่าเป็นพวกเราบ้าง เราจะทำอย่างไร ถ้าเราไม่ได้อภิญญาผลสมาบัติ เวลาที่จะทำวัตรกราบนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์ด้วยความเคารพ ด้วยความตั้งใจจริง ตั้งใจทำวัตรด้วยความเคารพ จิตรู้ว่าเวลานี้ปากเราว่าอะไร ใจก็น้อมไปตามนั้น ถึงแม้ว่าเราไม่รู้ภาษานั้น ก็ตั้งใจว่าการกระทำอย่างนี้ว่าอย่างนี้ เรามีความเคารพในองค์สมเด็จพระชินสีห์พระธรรมและพระอริยสงฆ์ อย่างนี้ก็ใช้ได้

       การปฏิบัติพระกรรมฐานมันต่างกัน ถ้าผ่านสุขวิปัสสโก สำหรับท่านที่ได้มโนมยิทธิเวลาจะทำวัตร ปากว่า ใจจับมโนมยิทธิ เอาจิตไปจับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เคยไปนมัสการ แล้วเวลานั้นเราก็แบ่งใจเป็นสองประการ หนึ่งทำวัตรที่นี้ด้วยความเคารพ อีกหนึ่งกราบองค์สมเด็จพระพิชิตมารแล้วก็ทูลถามกิจที่เราพึงปฏิบัติ พระองค์ตรัสว่าอย่างไรทำอย่างนั้นให้ได้ อย่าทำประเภทตากระทู้หูกระทะ ตากระทู้น่ะตามากแต่มองไม่เห็นอะไร หูกระทะมีเหมือนกันมีไว้สำหรับแขวน ฟังไม่ได้ยินอะไร อย่างนี้ใช้ไม่ได้ จงใช้กำลังใจของท่านให้เป็นประโยชน์ในการแบ่งการปฏิบัติของเราเป็นสองฝ่าย ฝ่ายสุขวิปัสสโกและเตวิชโช ฉฬภิญโญของเราไม่มี

       เป็นอันว่าท่านกล่าวว่า เมื่อสมเด็จพระชินสีห์ท่านบอกว่าระวังนะเรื่องที่จะมากระทบใจ ท่านก็บอกว่ามีจริงๆ ขณะที่เจริญพระกรรมฐานอยู่นั่นเอง เวลาประมาณ ๑๐ น. ก็มีพระผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งมีความเดือดร้อนมาแจ้งว่ามีโจทย์เขาฟ้องเรื่องการเงิน แล้วก็มาขอให้ช่วยจัดการเรื่องนั้นด้วย ถามว่าจะทำประการใด ท่านก็เลยชี้แจงไปว่าเราสู้ตามความเป็นจริง การเงินเรื่องนี้เขาฟ้องเพราะกลั่นแกล้ง เพราะมีพระอีกฝ่ายสนับสนุนให้ฟ้อง เรื่องนี้ไม่เป็นไร ท่านว่าอย่างนั้น ไม่เป็นไร จะมีคนเขาช่วยเหลือ แต่การช่วยเหลืออาจจะเป็นการกู้ยืมกันก็ได้ แต่ในที่สุดเราก็หาใช้เขาได้

       เมื่อพระองค์นั้นไปแล้ว ท่านก็เริ่มทำกรรมฐานของท่านใหม่ จนกระทั่งถึงเวลา ๑๑ น. กินข้าวเพล ท่านบันทึกบอกว่าวันนี้ดีมาก มีเรื่องกระทบใจแล้วนะยังดีมาก เพราะว่าตอนเช้าเป็นเรื่องของการเจริญสมาธิขั้นถึงอันดับสูงสุดก็พบพระพุทธเจ้า ก็สูงสุด ก็เท่านั้น เมื่อคลายลงมา แล้วก็มาถามองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ท่านว่าอย่างนั้น วันนี้จิตหยั่งเข้าสู่พระนิพพานแล้วอารมณ์ของท่านไม่ยอมคลายพระนิพพานเลย ถ้ากล่าวว่าจิตหยั่งเข้าสู่พระนิพพานนี่เป็นสองแบบ สำหรับท่านที่ได้วิชชาสาม ทำจิตให้สว่าง เอาใจจับพระนิพพานเพราะเห็นนิพพานได้ ท่านที่ได้มโนมยิทธิเอาจิตจับพระนิพพาน ยกอทิสมานกายหรือยกจิตขึ้นไปสู่สถานพระนิพพานเลย สำหรับท่านที่ฝึกฝ่ายสุขวิปัสสโก เอาจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ว่าเราต้องการจะไปพระนิพพาน ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารได้ด้วยกรณีใด เราจะปฏิบัติตามนั้น ธรรมใดที่องค์สมเด็จพระจอมไตรกล่าวว่าสิ่งเหล่านี้เป็นโทษ เราไม่ทำเด็ดขาด แล้วก็เอาจิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วภาวนาว่า นิพพานสุขัง เท่านี้พอแล้ว สบาย มีจริยาแห่งการปฏิบัติไม่เหมือนกันแต่ว่าก็ใช้ได้อย่างเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะคนละระดับ แต่จิตจับพระนิพพานเหมือนกันก็ใช้ได้

       ท่านกล่าวต่อไปว่า เป็นท่านอาจารย์บอกให้เปลี่ยนจาก ขีณาสวานิยตา เป็น นิพพานสุขัง เป็นอันว่าเมื่อจิตขึ้นไปจับ อารมณ์ขึ้นไปนั่ง เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านก็ใช้อทิสมานกาย ใช้อภิญญาของท่าน ไปสู่พระนิพพานเลย นั่งปร๋อบนพระนิพพาน หมดเรื่องหมดราวกัน ต่อนั้นท่านอาจารย์ก็คือท่านมหากัจจายนะก็บอกว่า ปล่อยขีณาสวานิยตาเสีย ใช้คำภาวนาคือใช้อารมณ์ตั้งไว้ว่า นิพพานสุขัง ท่านบอกว่านิพพานนี้เป็นสุขจริงหนอ เอาอย่างนี้ก็ยังได้

       เมื่อเปลี่ยนแล้วได้ทูลถามองค์สมเด็จพระประทีปแก้ว พระองค์ตรัสว่าระหว่างนี้เธอไม่ใช่ปุถุชนแล้วนะ เธอเลยโคตรภูมาแล้ว ความจริงพยากรณ์ไว้ว่ากลางพรรษาจะได้พระโสดาบัน เป็นอันว่าในตอนท้ายท่านบอกว่าเรื่องการพยากรณ์มรรคผลใครพยากรณ์ไม่ได้ สุดแล้วแต่คนที่ฉลาด แล้ววันนี้องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถตรัสว่า เวลานี้เธอไม่ใช่ปุถุชนแล้ว อารมณ์ของเธอเลยโคตรภูมาแล้ว

       ความจริงเรื่องของพระนิพพานนี่ ถ้าเราแม้จะได้ทิพจักขุญาณก็ดี จะได้มโนมยิทธิก็ดี จะได้อภิญญาก็ดี จำไว้ด้วยนะ ถ้าหากว่าจิตของเราเข้าไม่ถึงโคตรภูญาณ เราจะไม่สามารถเห็นพระนิพพานได้เลย เว้นไว้แต่พระโพธิสัตว์ ถ้าพระโพธิสัตว์ ทำได้ ถ้าพระโพธิสัตว์มีบารมีตั้งแต่อุปบารมีขึ้นไป อันนี้สัมผัสนิพพานได้เป็นปกติ อันนี้เป็นกำลังใหญ่ สำหรับสาวกภูมินี่ ถ้ามีอารมณ์ไม่ถึงโคตรภูญาณ คือระหว่างโลกีย์กับโลกุตตระ คืออยู่กลางๆ จิตอยู่กลางๆ เป็นปุถุชนก็ไม่ใช่ เหมือนกับคนยืนคร่อมลำรางเล็กๆ เท้าซ้ายอยู่ฝั่งนี้ เท้าขวาอยู่ฝั่งโน้น ยังไม่ยกเท้าซ้ายมาหรือว่ายังไม่ยกเท้าขวามา อารมณ์ตอนนี้เป็นอารมณ์กลางๆ ท่านเรียกว่า โคตรภูญาณ ถ้าอารมณ์เข้าถึงตอนนี้จึงจะจับสัมผัสกับพระนิพพานได้ ถึงแม้ว่าจะได้ทิพจักขุญาณ มโนมยิทธิหรืออภิญญาก็ตาม เว้นไว้แต่พระโพธิสัตว์ ถ้าพระโพธิสัตว์ ไม่มีโอกาสได้เป็นพระอริยเจ้าจนกว่าจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณด้วยตนเอง ดังนั้น จงจำไว้ว่าถ้าท่านผู้ใดสามารถฝึกมโนมยิทธิหรือว่าทิพจักขุญาณ ถ้าได้แล้ว ถ้ากำลังใจของท่านหยั่งเข้าสู่พระนิพพานได้ คือเห็นพระนิพพานได้ ถ้าเป็นพวกทิพจักขุญาณ หรือว่าพวกที่ได้มโนมยิทธิ สามารถเข้าไปสู่แดนพระนิพพานได้ พึงทราบว่ากำลังใจของท่านเวลานั้น อย่างเลวที่สุดอยู่ในเขตโคตรภูญาณหรือพระโสดาบันแล้ว จึงจะไปได้

       ฟังต่อไป องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า เวลานี้เจ้าไม่ใช่ปุถุชนแล้ว เจ้าเลยโคตรภูมาแล้ว ฉะนั้น เจ้าเป็นพระโสดาบันขั้นสัตตักขัตตุง จำได้ไหม เขาเรียกพระโสดาบันขั้นแรก ท่านบอกว่าสำหรับพระโสดาบันขั้นสัตตักขัตตุงนั้น เจ้าได้เมื่อพรรษาก่อน ระหว่างนี้เป็นโกลังโกละ ความจริงนี่มัวนั่งสงสัยตัวเองนี่หลวงตาองค์นี้ เรียกท่านว่าหลวงตา แก่แล้วนี่เรียกได้ มิน่าเล่า ท่านจึงสอนขั้นพระอนาคามีมาตลอดเวลา ให้ตัดโน่นตัดนี่ ตัดนี่ตัดนั่น ท่านบอกว่าอยากจะได้พระโสดาบันให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เนื้อแท้จริงๆ โสดาสัตตักขัตตุงได้ตั้งแต่พรรษาก่อน แต่ทว่าท่านเป็นพระที่มีความสงสัยตัวอยู่เสมอ ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเป็นคนดี เขาคอยจับผิดคิดชั่วว่าตัวมันเลวใจมันเลวอยู่เสมอ จึงไม่มั่นใจว่าตัวเองได้พระโสดาบัน ความจริงใจของท่านอาจจะมีความเข้าใจ แต่ว่าการเข้าใจว่าได้ ท่านถือว่ามันเล็กเกินไป คิดว่าไม่ได้ไว้ก่อนดีกว่า ถ้าพระโสดาบันจริงๆ ต้องเป็น เอกพีชี สัตตักขัตตุง โกลังโกละ สัตตักขัตตุงต้องเกิดอีก ๗ ชาติ โกลังโกละต้องเกิดอีก ๓ ชาติ มันก็ยังไม่เต็มพระโสดาบัน เข้ามาครึ่งๆ เป็นอันว่าฟังต่อว่าสัตตักขัตตุงนั้นเจ้าได้ตั้งแต่กลางพรรษาก่อนโน้น แต่ว่าเวลานี้เป็นโกลังโกละ เป็นพระโสดาบันขั้นกลาง ต่อไปนี้ไม่เกิดเจ็ดวันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นับตั้งแต่วันนี้ไป ๕ วัน จะได้เอกพีชี เห็นไหม นี่เป็นพุทธพยากรณ์ ถ้าไม่ใกล้จริงๆ ตอนก่อนขู่เสียเกือบแย่ สิบปีเศษๆ มีหวังแน่ ไม่เป็นไร ว่าอย่างนั้น ที่นี้คนก็นึกว่ายังไม่ได้ บุกใหญ่เลย อีกสิบปีนี่จะอยู่ไปทำไม ฟัดให้แหลกไปด้วยกัน ไปๆ ได้พระโสดาบันท่านไม่ยอมรับรอง ไม่ยอมรับรองก็เชื่อตัวเองไม่ได้ ถ้าได้ตั้งแต่วิชชาสามขึ้นไป เขาต้องอาศัยพระพุทธเจ้ารับรอง ท่านบอกว่าอีกไม่เกิน ๗ วัน นับแต่นี้ต่อไป ๕ วัน จะได้เอกพีชีในพรรษานี้ ถ้าหากว่าไม่ขี้เกียจ อย่างต่ำจะได้อนาคามีหรือว่าถึงที่สุดก็ได้ นี่ยังมีวงเล็บอีก ในพรรษานี้ถ้าไม่เกียจคร้านอาจจะได้อรหันต์เสียหมดเรื่องหมดราว แต่ท่านไม่ยอมพูดอย่างนั้น ท่านพูดอย่างพระพุทธเจ้า ดีไม่ดี ท่านผู้เฒ่าผู้นั้นก็จะเกิดขี้เกียจขึ้นมา จะนั่งตีขลุมมาว่าเราได้อรหันต์แน่ ก็เลยนอนส่งเดช ไม่ต้องได้กัน ท่านจึงบอกว่า ในพรรษานี้ถ้าเธอไม่เกียจคร้านอย่างต่ำจะได้อนาคามีหรือว่าถ้าขยัน หรือว่าทำดีๆ ทำให้ถูก จะถึงที่สุดคืออรหัตผล ฟังแล้วชื่นใจไหม

       ท่านบอกว่าฟังแล้วชื่นใจ แล้วท่านก็บอกต่อไปว่าถ้าไม่เกียจคร้านก็ไม่เกิน ๒๕๐๘ ท่านบอกว่าถ้าเกียจคร้านหน่อยๆ ก็ไม่เกิน ๒๕๐๘ จะจบกิจพระพุทธศาสนา ท่านกล่าวว่าท่านทรงอารมณ์ตั้งอยู่ในนิพพานสุขังถึง ๑๑ น. พอดี จิตของท่านก็ตกจากภาวะของอารมณ์แห่งฌาน เพราะเป็นเวลาเพล ความจริงไม่ได้ตั้งเวลาไว้ จิตมันเพลินไป พอถึง ๑๑ น. จิตตก ดึงไม่ขึ้นลืมตาขึ้นมาดูว่า โอหนอนี่เวลาเพลเสียแล้ว น่าเสียดายจริงๆ วันนี้ไม่อยากจะกินข้าว ข้าวปลาไม่อยากจะกินมันต่อไป อยากจะโหมมันเสียให้เสร็จในวันนั้น ให้เป็นอรหันต์ ท่านบอกว่าอย่างนั้น ตายเรื่องเล็ก ขันธ์ห้านี่มันเป็นทุกข์ มันเป็นศัตรูอยู่ ไม่อยากพบหน้ามันต่อไปอีก เกลียดเหลือเกิน นี่ดูอารมณ์ของนักปฏิบัติกรรมฐานที่เขาเอากันจริง นี่มันเป็นแบบนี้

       บันทึกของท่านเล่าต่อไปว่า วันที่ ๒๒ ท่านจบเรื่องไปแล้ว ท่านมาบันทึกอีกที วันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ท่านบอกว่าวันนั้นท่านอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนา คือ ท่านมหากัจจายนะ โปรดให้โอวาทว่า จงกำจัดอุปาทานนั้นเสีย อุปาทานนั้นได้แก่ ฉันทะ คือความพอใจหนึ่ง ราคะ ได้แก่ ความกำหนัดยินดีหนึ่ง ฉันทะคือความพอใจในการเกิดเป็นมนุษย์ การเกิดเป็นเทวดา การเกิดเป็นพรหม ราคะคือความเห็นว่ามนุษย์โลกสวยน่าอยู่ เทวโลกสวยน่าอยู่สบาย พรหมโลกสวยน่าอยู่สบาย จงอย่ามีในใจของเธอ ตัดอารมณ์อย่างนี้เสียให้ขาดไป เรามีความพอใจอย่างเดียว คือพระนิพพาน ท่านกล่าวว่าถ้าฉันทะเกิดขึ้น ให้พิจารณาว่า อนิจจังมันไม่เที่ยงหนอ ทุกขังมันไม่เที่ยงหนอ อนัตตา เมื่อฉันทะความพอใจเกิดขึ้น ก็บอกว่าอนิจจังมันไม่เที่ยง อย่าไปเกาะมันเลย โลกมนุษย์ พรหมโลก เทวโลก มันไม่อยู่กันจริงจัง เป็นมนุษย์เดี๋ยวก็ตาย เป็นเทวดาหรือพรหมเดี๋ยวก็จุติ ทุกขัง มนุษย์ทุกข์มาก เทวโลกกับพรหมโลกก็ยังทุกข์เพราะยังไม่เสร็จกิจ มีกิจที่จะต้องทำต่อไป อนัตตาอาการทั้งหลายทั้งสามภพนี้มันสลายตัวเสมอ มันไม่มีการทรงตัวนี่ฟังแล้วก็จำ จำแล้วก็คิด ปฏิบัติได้ก็ปฏิบัติ ปฏิบัติไม่ได้ก็เอาตามใจของท่าน ถนัดแบบไหนทำแบบนั้น นี่เอาเรื่องของท่านผู้เฒ่ามาเล่าให้ฟัง ท่านบอกว่าถ้าราคะเกิดขึ้นให้พิจารณาอย่างนี้ ให้พิจารณาเป็นปฏิกูลสัญญา คือเป็นอสุภเสียให้หมด ก็รวมความว่า ถ้าราคะความรักสวยรักงามในภพใดๆ คนใดๆ เทวดาหรือพรหมใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม ให้เห็นว่าท่านผู้นั้นก็คือผีเน่านั่นเอง

       ทีนี้ผมก็อยากจะย้อนต้นว่า จงจำไว้ว่าถ้าปรารถนานิพพาน จงพยายามตัดฉันทะและราคะ ฉันทะกับราคะท่านเรียกกันว่าเป็นอุปาทาน นี่มันเป็นอะไร ความจริงผมเคยบอกไว้เสมอๆ นะ เคยเจอในขันธวรรค ท่านเคยพูดถึงอารมณ์ของอวิชชา

       อวิชชานี่เราแปลกันว่าไม่รู้กันตะบัน ครูบาอาจารย์ท่านสอนอย่างนั้น แต่ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์โตท่านบอกว่า คำว่าอวิชชานี่แปลว่ารู้ไม่ครบ คนและสัตว์ที่เกิดมาไม่รู้ไม่มี ในขันธวรรคท่านบอกว่าการตัดอวิชชาก็คือการตัดฉันทะกับราคะนั่นเอง คำว่าอวิชชาแยกศัพท์ออกมาได้เป็นจริยา คือเป็นอาการของอวิชชาคือ ฉันทะความพอใจ ราคะความกำหนัดยินดี ถ้าอารมณ์ทั้งสองประการนี้ยังมีในจิต ก็เชื่อว่าบุคคลนั้นยังมีอวิชชาอยู่ในใจ ไปนิพพานยังไม่ได้ ฉันทะพอใจอะไร พอใจความร่ำรวย พอใจความสดสวยงดงาม พอใจในความโกรธ พอใจในความพยาบาท พอใจในชาติในภพ ชาติภพคือ ชาติมนุษย์ ชาติเทวดา ชาติพรหม ราคะ มีความกำหนัดยินดี นี่ชื่นอกชื่นใจเหลือเกิน มีความร่ำรวย มีของสวย โกรธใครเขาได้ ติดชาติติดภพ เกิดเป็นคนได้ เกิดเป็นเทวดาได้ เกิดเป็นพรหมได้ ดีอกดีใจ ชื่นใจ รักมาก นี่อาการอย่างนี้เป็นอาการของอวิชชาความโง่ คืออุปาทาน ที่ดึงตัวให้ติดอยู่ เรียกว่าอุปาทาน ถ้าตัดเหตุทั้งสองประการนี้ได้แล้วก็ไม่ต้องไปตัดอะไร ถ้ามุ่งใจตัดฉันทะกับราคะสองตัวพอแล้ว อารมณ์ของท่านก็ไปถึงนิพพาน เพราะทำลายอวิชชา อย่างอื่นมันก็ไม่เหลือ กิเลสทั้งหมดที่มันจะเกิดได้ก็เพราะอาศัยอวิชชาเป็นนาย

       เอาละท่านทั้งหลาย เวลากาลสมควรแล้ว สำหรับเรื่องราวของพระท่านผู้เฒ่าที่เล่ากันมาในวันนี้ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี