๒๐

        ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย เวลานี้ท่านทั้งหลายได้พากันสมาทานพระกรรมฐานแล้ว แล้วก็สมาทานศีลแล้ว ก่อนจะฟังปฏิปทาของท่านผู้เฒ่า ก็อย่าลืมรวบรวมกำลังใจให้เป็นสมาธิ พยายามคิดอยู่ว่าอะไรมันเป็นนิวรณ์ นิวรณ์ห้าประการ รูปร่างหน้าตามันเป็นอย่างไร ขจัดมันไปเสียให้หมด ทรงจิตคิดไว้เสมอว่า นิพพานัสสะ สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คเหตวา ซึ่งแปลเป็นใจความว่า ข้าพเจ้าขอทำผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน สำหรับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลายก็ตั้งใจว่า เราปฏิบัติเพื่อพระนิพพาน พยายามทรงอิทธิบาทสี่ให้ครบถ้วน และทรงจรณะ ๑๕ ให้ครบถ้วน อย่างนี้ไม่มีใครเขาจะใช้คำว่าไม่สำเร็จ ถ้าอารมณ์ของท่านทรงอย่างนี้แล้ว อะไรก็ได้ เป็นของไม่หนัก แล้วก็กรรมฐานส่วนใดที่ท่านคล่องอยู่ทำอยู่ก็ทำไปตามนั้น สำหรับปฏิปทาของท่านผู้เฒ่านี้ก็มาเล่าสู่กันฟังถึงว่าท่านผู้หนึ่งปฏิบัติมาแล้วเท่านั้น ท่านชอบใจตรงไหนเอาตรงนั้นไปใช้ หรือไม่ชอบใจเลย ชอบตำรับตำราที่สอนมาแล้วตรงไหนก็ใช้ตรงนั้น ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของท่าน

       วันนี้ท่านพาดหัวข้อว่า คาถาเรียกจิต คำว่าคาถาเรียกจิต ไม่ใช่คาถาหนุ่มเรียกสาว สาวเรียกหนุ่ม ไม่ใช่อย่างนั้น เรียกจิตของตนเอง ตามบันทึกของท่านๆ บันทึกย่อ ผมจะอ่านไปว่า อิติ สัมมา สัมพุทธัสสะ มะมะจิตตัง ท่านกล่าวว่า พระคุณท่านได้โปรดเมื่อเวลา ๒๐.๓๐ น. คำว่าพระคุณท่านก็หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเราก็รู้แล้ว ท่านบอกไว้แล้วว่าเวลาทุกขณะจิตท่านทรงอยู่ในอภิญญาผลสมาบัติอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น การเอาจิตเข้าไปเห็นใครพบกับใครมันเป็นของไม่ยาก เหมือนกับที่เรามีอาหารอยู่ในปากจะกลืนกันเมื่อไรก็ได้ อภิญญาผลสมาบัตินั้น ไม่ใช่สตางค์อยู่ในกระเป๋า ถ้าเรามีสตางค์อยู่ในกระเป๋าเราจะใช้เมื่อไรก็ได้ บางทีสตางค์ในกระเป๋าเราไม่มีที่จะซื้อกินมันก็กินไม่ได้ สำหรับท่านที่ทรงอยู่ในอภิญญาผลสมาบัติเหมือนกับอาหารที่อยู่ในปาก เคี้ยวไว้เรียบร้อยแล้ว จะกลืนเมื่อไหร่ก็ได้ มันง่ายกว่ากันเยอะอย่างนี้

       ท่านบอกว่า เวลา ๒๐.๓๐ น. ของคืนวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ทั้งนี้เพราะอะไรหนอ ท่านบอกว่ากลางคืนที่แล้วมา คือคืนวันที่ ๒๓ เมื่อถึงเวลาเจริญพระกรรมฐานตอนกลางคืนจิตมันซ่าน ทำสมาธิไม่ค่อยทรงตัว และก็นอนไม่หลับ ได้ผลไม่แน่นอน แล้วก็นอนไม่หลับ จิตมันด๊อกแด๊กๆ ส่ายไปส่ายมา คุมอยู่เหมือนกัน แต่มันคอยจะไหลซ้ายไหลขวา นี่มันก็ต้องเกี่ยวกับร่างกาย ท่านบอกว่ากลับมาวันนี้ได้พบอิตถี คือผู้หญิง เป็นอันว่าตอนกลางวันท่านพบผู้หญิงสาวๆ ท่านก็ขึ้นไปมาก ขึ้นไปท่านไม่ขึ้นไปเหล่า ท่านไปยั่วไปเย้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านก็ไปชวนสึก ก็ดีเหมือนกัน วันนี้ทำไมใจมันจะเกิดสู้เขาไม่ได้ก็ไม่รู้ แต่ก็ไม่ถึงกับสู้ไม่ได้ ใจมันเริ่มรวน อันนี้ขอท่านทั้งหลายจำไว้ให้ดีนะ การเจริญพระกรรมฐาน ถ้าจิตมันยังไม่ถึงที่สุด คือ ยังไม่ถึงอรหัตผลเพียงใด อารมณ์ซ่านของจิตยังมีอยู่ แต่ว่าท่านผู้บันทึกท่านบอกว่า มันซ่านก็จริงแต่ว่าจิตยึดกุศลเป็นสำคัญ แล้วก็ทรงตัวไม่ค่อยได้ มันพยายามส่ายออกท่านั้นท่านี้

       แล้วเวลาที่เจริญพระกรรมฐานในคืนวันที่ ๒๔ ท่านจึงได้มาโปรดเมตตาบอก ท่านบอกว่าให้ทำให้แจ้งด้วย ทำทุกขณะจิตที่จิตพล่าน หมายความว่าคาถาบทเมื่อกี้นี้ คาถาที่บอกว่า อิติสัมมา สัมพุทธัสสะ มะมะจิตตัง ถ้าเวลาใดที่จิตเกิดอาการฟุ้งซ่านขึ้นมา ให้ทิ้งคำภาวนาอย่างอื่นเสียให้หมด กำหนดลมหายใจเข้าออก ว่าคาถานี้ตามสบายๆ กำลังของสมาธิจะรวมตัวได้รวดเร็ว จำเข้าไว้ให้ดีก็แล้วกันนะ ผมขอว่าซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า อิติสัมมา สัมพุทธัสสะ มะมะจิตตัง แล้วอย่าย่องเอาคาถานี้ไปเรียกผู้หญิงเรียกผู้ชายเข้านะ เขาไม่มาหรอก เรียกจิตของเรา ท่านบอกว่าที่จิตมันพล่านนี่ไม่ใช่เพราะผู้หญิงเข้ามายั่ว มันพล่านเพราะโรคทางกระเพาะมันกำเริบ ร่างกายถ้าหากว่ามีโรคเบียดเบียน ประสาทมันก็ไม่ทรงตัว จิตมันก็พล่านได้ จงอย่าสงสัยในตัวเอง คิดว่าไปหลงใหลใฝ่ฝันในบรรดาสตรีทั้งหลายเหล่านั้น เธอมายั่วมาเย้าเป็นจริยาของมาร แต่คำว่ามารในที่นี้จงอย่าคิดว่าพวกนั้นเป็นพวกมาร ความจริงพวกนั้นเขามาตามหน้าที่ แต่ถ้าอารมณ์ของเราไม่ทรงตัวก็จงคิดว่าจิตของเรานี่แหละเป็นมาร มันมีสันดานหยาบ รู้อะไรไม่ดีทำไมจึงไปหลงใหลใฝ่ฝัน นี่ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่าอย่างนี้ก็ฟังของท่านไว้นะว่าผลจะเป็นอย่างไร จำไว้ให้ดี

       ท่านบอกว่าเวลา ๒๔ น. โรคมันก็กำเริบมา นั่งยันเวลา ๑๐.๓๐ น. ลงมือ ๒๔ น. เจ้าโรคกระเพาะมันก็ดันเข้ามาจุกแน่นเสียด อึดอัดเกือบจะหายใจไม่ออก ตอนนี้เองจิตก็จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ คิดว่าขันธ์ห้ามันเลว เลี้ยงมันแล้ว ทะนุถนอมมันแล้ว ทำทุกสิ่งทุกอย่าง ก่อนจะทำก็กินหยูกกินยาป้องกันไว้แล้ว แต่ว่ามันก็ไม่ทรงตัว เวลานี้อาการเสียดอาการจุกมันแน่นเข้ามาถึงหน้าอกจนเกือบจะหายใจไม่ออก ก็เลยตัดสินใจเสียว่าตายเสียได้ก็ดี เอ็งพังไปเสียเถิดเจ้าขันธ์ห้า ที่มีความอกตัญญูไม่รู้คุณคน เราปรนเปรอเจ้าเท่าไรเจ้าไม่มีความรู้สึก เราจะทำความดีเจ้ามารบกวน ก็ดีแล้วเชิญพัง เธอกับฉันแยกกันตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขึ้นชื่อว่าขันธ์ห้าอย่างเจ้า เราเกลียดเสียยิ่งกว่าสุนัขเน่าอีก ท่านบอกว่าอารมณ์ใจของท่านมันเป็นอย่างนั้น เกลียดมันจริงๆ ไม่ต้องการมันอีก

       ตามนี้ท่านบันทึกว่าพระ หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็ทรงสั่งว่า คืนนี้ใจมันแย่งกันนะ คำว่าใจมันแย่งกันก็หมายความว่าการเจริญกรรมฐาน เดี๋ยวจะภาวนาบทนั้นเดี๋ยวจะภาวนาบทนี้ เดี๋ยวจะพิจารณาอย่างนี้ ถ้าอารมณ์มันแย่งกันอย่างนี้แล้ว การบรรลุมรรคผลมันจะช้ำ ทำให้มันทรงตัวเรียงตามลำดับ การเรียงลำดับก็นับกันมาตั้งแต่

       ๑. จับอานาปานสติกรรมฐาน ควบกับพุทธานุสติกรรมฐาน

       ๒. หลังจากนั้นก็เอาจิตทรงพรหมวิหารสี่

       ๓. จับกายคตาสติ

       ๔. จับมรณัสสติ

       ๕. จับอุปสมานุสติ

       ๖. จับอริยสัจ

       ว่ากันมาตามลำดับให้จิตมันทรงตัว ท่านเรียกไว้ว่า ท่านสั่งว่าให้ทำไปตามลำดับเพราะจิตเรามันยุ่ง องค์ภาวนาผ่านลำดับไม่เป็นเรื่อง แล้วก็เพ่งสังโยชน์เข้า เมื่อองค์ภาวนาผ่านลำดับมาแล้วจิตหยุด ให้เพ่งสังโยชน์สิบคือจับสังโยชน์สิบ วัดดูว่าเวลานี้สังโยชน์สิบประการเราตัดตัดไหนไปได้แล้วบ้าง ที่ตัดได้แล้วมันทรงตัวได้ไหม ถ้ามันไม่ทรงตัวแสดงว่าเราตัดไม่ได้จริง ถ้าส่วนใดที่ทรงตัวอยู่แสดงว่าอันนั้นได้จริง นี่ท่านว่าอย่างนี้นะ จำไว้ให้ดีนะ ว่าสังโยชน์สิบนี่ต้องกำหนดไว้เสมอๆ พิจารณาไว้เสมอว่า จิตของเราสามารถเอาชนะจุดไหนได้แล้ว ท่านเขียนไว้ว่าเวลาเช้ามืดนี่เป็นอันว่า ๒๔ น. ผ่านไป นี่ท่านไปเลิกเวลาไหนก็ไม่ทราบ เช้ามืดเวลา ๓ น. ก็โงเงๆ ขึ้นมาอีกเลยเป็นอันว่าคงจะนอนสัก ๑ ชั่วโมง แต่การนอนด้วยอภิญญาผลสมาบัติหรือการนอนด้วยการทรงสมาธิใช้เวลาเพียงชั่วโมงเดียว ก็ดีกว่านอนธรรมดาแปดชั่วโมง ตื่นมาก็มีความอิ่ม ขึ้นมาก็ไม่รอแล้ว เรื่องล้างหน้าไม่มี มันเสียเวลา นอกจากจะปวดอุจจาระปัสสาวะนั่นถึงจะไป ตื่นขึ้นมาปัปใจมันจับคำภาวนาพิจารณาอารมณ์ตัดสังโยชน์ เมื่อตื่นขึ้นมารู้สึกว่าใจยังพิจารณาสังโยชน์อยู่ นี่การนอนหลับไปด้วยกำลังของสมาธิเป็นอย่างนี้ เวลาหลับมันก็ทำของมันเองด้วยแต่เราไม่รู้สึก พอตื่นมาครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกตื่นไม่เต็มตัว จิตมันพิจารณาสังโยชน์ก็ทำต่อไป

       ท่านบอกว่าตอนนี้ดีมาก ตอนเช้ามืดมีอารมณ์แน่นสนิดชิดเชื้อ สังโยชน์ทุกตัวจะไม่มีจิตเกาะ มันสลายหายไปเหมือนธุลีที่ปราศจากการแปดเปื้อนภาชนะ ในขณะนั้นเองก็ปรากฏว่ามีฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการพวยพุ่งมาจากฟากฟ้าสว่างจ้าทั้งหกสี แล้วก็ปรากฏมีพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระมหามุนีปรากฏชัด ทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ อย่างที่รัชนีบันทึกไว้นั้นถูกแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแย้มน้อยๆ ไม่เห็นไรฟัน ไม่เหมือนพวกเรา ดีไม่ดีหัวเราะเห็นฟัน ๓๒ ซี่ก็มี ของท่านยิ้มน้อย รู้สึกว่ายิ้มนิดๆ แย้มๆ พระโอษฐ์ เขาไม่เรียกยิ้ม เขาเรียกแย้มๆ พระโอษฐ์ แต่ไม่เห็นไรฟัน

       เมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารทรงแสดงพระองค์ชัด สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ก็ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาว่า สัมภเวสี เธอพร้อมไปด้วยอริยมรรคทั้ง ๒ แล้ว อริยมรรคทั้ง ๒ นี่หมายถึงอะไร ท่านบันทึกบอกไว้แก้สงสัยว่านี่เป็นผลของเอกพีชี หมายถึงพระโสดาบันมี ๓ ชั้น สัตตักขัตตุง โกลังโกละ เอกพีชี ระหว่างนี้เธอเป็นเอกพีชีแล้ว และกำลังเสวยผลของเอกพีชี สำหรับผลของเอกพีชีนี้จะต้องรักษาผลนี้ไปอีก ๓ วัน

       ท่านฟังมาตอนต้น ท่านคงจะเข้าใจว่าเอกพีชีท่านได้มากี่วัน ท่านบอกว่า ๗ วัน ก็หมายความว่าใน ๕ วันนี้ ต่อนี้ไปอีก ๕ วัน เธอจะเข้าเอกพีชี พอเข้าเอกพีชีแล้วต้องรักษาเอกพีชีไปอีก ๓ วันนับตั้งแต่นี้ต่อไปคือ วันที่ ๒๕, ๒๖, ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เธอจึงจะเต็มกำลังผลของเอกพีชี นี่ทรงตัวอยู่เพียงแค่ ๓ วัน เป็นอันว่าเข้าใจกันแล้วนะ เป็นอันว่าเป็นการเล่าสู่กันฟัง เรื่องของท่านยาวอยู่

       ท่านบันทึกว่า วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๖ วันนี้มีอาการประหลาดมาก ตอนเช้าเริ่มทำพระกรรมฐาน ฉันข้าวเสร็จเข้าห้องจับอารมณ์กรรมฐาน เอาจิตเข้าอภิญญาผลสมาบัติ ใช้เวลาผ่านไปเพียง ๑๐ นาที แต่เข้าแล้วก็เข้ากัน เลยทรงตัวดิ่ง มีคนมาเคาะประตูเรียก แกเคาะเบาๆ เฉยก็เลยเคาะดัง ก็เลยต้องลุกไป ต้องวางอารมณ์ทรงอารมณ์ไว้เพียงแค่ปฐมฌาน พอเปิดออกก็พบพระองค์ที่กำลังมีเรื่องมีราวฟ้องร้องกันอยู่ ก็คุยกันท่านให้ทรรศนะพอสมควร ท่านคุยอยู่ประมาณ ๓๐ นาที ท่านก็กลับ พอจะขยับเข้าห้อง ก็มีญาติโยมมาอีก ก็คุยกับท่าน เป็นอันว่าตอนเช้านี่รู้สึกว่ามีผลน้อยไปหน่อยเพราะแขกไม่ว่าง แต่ขณะที่คุยอยู่กับแขก จิตก็ทรงอยู่ ๒ ระยะ คือ อุปจารสมาธิบ้าง ในขณะที่แขกพูด ใช้อารมณ์ปฐมฌาน ขณะใดที่คุยกับแขกใช้อารมณ์อุปจารสมาธิ ท่านบอกว่าอาศัยที่กาลเวลาผ่านไปทำได้น้อยเกินไปก็คงจะไม่มีความสบายใจนัก แต่พอแขกผ่านไปก็เริ่มทำใหม่ ใจก็โปร่ง ใจดีมาก มีอารมณ์เป็นสุข ถึงแม้ว่าใครเขาจะมาคุย เขาจะมาขัดคอ ก็ไม่มีอารมณ์กระทบกระทั่ง มันโปร่งสบายๆ อารมณ์เย็นๆ มีความสุขเหมือนกับนั่งอยู่ในนิพพาน

       ในขณะนั้น เมื่อแขกไปแล้วก็เห็นองค์สมเด็จพระพิชิตมาร แล้วก็บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลายที่นิพพานไปแล้วมากมาย พร้อมทั้งเทวดาและพรหม มากันเยอะไปหมด ทั่วจักรวาลเต็มจักรวาลมองไปทางไหนก็เห็นเต็มไปหมด ไม่มีจุดว่าง สมเด็จพระพิชิตมารตรัสว่าจงทำวิปัสสนา ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านบอกให้ทำวิปัสสนา ขณะทำวิปัสสนาให้จับอริยสัจ พอจับอริยสัจแล้วก็จับสังโยชน์เข้ามาเทียบกับอริยสัจ และก็มาใช้อารมณ์ตัดอวิชชา คือ ฉันทะและราคะ ทำอย่างนี้พอจิตทรงตัวดี มีความสบายมีความโปร่งแล้ว ก็มีเสียงบอกว่าเวลานี้เธอเหลือแต่มานานุสสัยเท่านั้น มานานุสสัยก็คือ มานะที่เป็นตัวอนุสัย ความจริงตัวมานะนั่นมีนิดๆ หน่อยๆ การถือตัวถือตน ท่านบอกว่าเหลือแต่มานานุสสัยกับอะไรอีกอย่างหนึ่งจำไม่ได้ ตามบันทึกของท่านนะ จำไม่ได้ ได้ยินเสียงเท่านั้นแล้วจิตโปร่งสบาย

       ต่อมาปรากฏนิมิตเห็นคนถือมีดมา ๒ เล่ม เขาโยนให้เราเล่มหนึ่ง แล้วก็พูดว่าลุกขึ้นมาสู้กัน ถ้าเก่งจริงเชิญลุกขึ้นมาสู้กัน ตามบันทึกของท่านบอกว่าเราไม่เอา เมื่อเขาอยากจะฟันก็ตามใจ เชิญ ก็บอกเขาว่าเชิญสุณ อยากจะฟันแขนฟันขาผ่าอกก็ตามใจ เวลานี้ฉันไม่เอาขันธ์ห้านี่ฉันเกลียดมันเต็มที่แล้ว ถ้าเธอต้องการช่วยสับให้มันพังเสียเดี๋ยวนี้ฉันจะมีความสุข พอพูดจบ คนนั้นเขาก็พูดว่า แล้วกัน เราเสียท่าเสียแล้ว เราโดนพระอรหันต์เล่นงานเอาเสียแล้วหรือนี่ นี่เราแย่จริงๆ พระองค์นี้นี่เรานึกว่าเป็นพระธรรมดา จะลองดูสักหน่อย ที่แท้กลายเป็นพระอรหันต์ไปเสียแล้วหรือนี่ ที่แท้เราผิดถนัด แต่อย่าลืมว่านิมิตอันนี้ถ้าบังเอิญท่านทั้งหลายพบเข้าจงทราบว่า แต่ไม่ทราบเสียได้ก็ดี ถึงแม้ว่าจะทราบจะรู้ถ้าจิตเราไม่ดีจริงๆ ก็ชักจะยุ่งๆ เหมือนกัน ถ้ามีมีดกันคนละเล่มฟันก็ฟันกัน ถ้าเราตายคนเดียวมันไม่สมควร เราอาจจะคิดอย่างนั้น แต่นี่ท่านไม่คิดอย่างนั้น อารมณ์ท่านโปร่ง เขาบอกว่าเสียท่าเสียแล้ว เรามาเจอพระอรหันต์เข้าแล้ว

       ตามบันทึกของท่าน ท่านบอกว่าเสียงเขาว่าอย่างนั้น เราไม่เคยคิดว่าเราเป็นพระอรหันต์เป็นแต่เพียงความรู้สึกคิดอยู่แต่เพียงว่าตัวเรานี่มันจะมีความดีสักเล็กน้อยหรือเปล่าก็หาไม่ ชักสงสัยตัวเอง เมื่อความดีที่เจริญสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานที่ทำมาแล้วทั้งหมดมันยังอยู่บ้างหรือเปล่า และมีอะไรหวั่นไหวบ้างไหม สังเกตดูใจว่า เวลาเขาจะเข้ามาฆ่า อารมณ์จิตมันหวั่นไหวบ้างไหม มันเสียดายร่างกายบ้างหรือเปล่า มานั่งนึกว่าคนนี้เขายั่วเรา ดีไม่ดีเขาจะมาหลอกเราว่าเป็นพระอรหันต์ เชื่อไม่ได้ ถ้าถ้อยคำใดไม่เป็นถ้อยคำขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา จะเป็นใครก็ตามมาพูดเรายอมเชื่อไม่ได้ ดีไม่ดีจะเป็นพระยามารมาแกล้งหาว่าเป็นพระอรหันต์ แล้วเราก็จะทิ้งความดี ไม่ปฏิบัติความดีต่อไป เราจะรับฟังผู้เดียวคือองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ก็ไม่ได้บอกนี่ว่าเราจะเป็นพระอรหันต์ในวันนี้ เป็นแต่เพียงว่าจะทรงเอกพีชีไปอีก ๓ วัน คือ ๒๕, ๒๖, ๒๗

       ต่อมาท่านบันทึกว่า วันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๐๖ เวลาเช้า เดินทางไปนครสวรรค์กับพระที่เขาแต่งตั้งมาเป็นผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ขออย่าเอ่ยชื่อเลย เพราะองค์นี้ท่านเป็นพะไม่ใช่พระ ขณะที่เดินทางไปกับท่าน ท่านบอกว่าอารมณ์มีความผ่องใสเป็นกรณีพิเศษ นั่งรถไปลมโชยมา ใจสบายอารมณ์ผ่องใส ใครเขาจะคุยกันไม่มีความสนใจ ถ้าเขาถามก็หันไปพูดกับเขา ถ้าเขาไม่ถามใจก็สบาย เวลานี้ใช้วิปัสสนาญาณตัดปัญจขันธ์เป็นอารมณ์ ไม่มีความรู้สึกว่าขันธ์ของเราขันธ์ห้าของเรา ไม่ว่าขันธ์ห้าของใคร มันไม่เป็นตัวเป็นตน มองแล้วมันมีสภาพเหมือนอากาศธาตุ ถ้าจะไปดูเวลาที่มันรวมตัว มีความรู้สึกมันคล้ายๆ สุนัขเน่า ไม่มีความเยื่อใย ท่านกล่าวว่า วันนี้มีความสุขที่สุดในชีวิต ซึ่งไม่เคยมีในกาลก่อน มันมีความสุขเยือกเย็น มีอารมณ์เบาจัดว่าเป็น นิรามิตสุข คือสุขที่ไม่อิงอามิส ไม่อิงวัตถุ ไม่อิงสีสันวรรณะ ไม่อิงอารมณ์ใดๆ ทั้งหมด มันสุข เพราะจิตว่างจากอุปาทานขันธ์

       เมื่อกลับมาถึงวัดเวลา ๑๓ น. เศษ มาถึงแล้วก็เข้าห้อง แขกไม่มี เขามาหาก็คงกลับไปหมด ปรารภถึงจิตของคนว่า นิมิตเมื่อคืนนี้จิตเหลือแต่มานานุสสัย ก็จัดว่าเป็นพระอริยบุคคลปานกลางคือเอกพีชีเต็มที่ หรือว่าอนาคามี นี่สงสัยตัวเอง แต่เมื่อคืนที่แล้วมาเกิดอารมณ์ขึ้นมานิดหนึ่ง คือ มีอารมณ์ขึ้นมานิดหนึ่งแล้วก็ดับได้โดยฉับพลัน เลยมีความสงสัยว่า เราจะเป็นพระอริยบุคคลชั้นเอกพีชีแน่แล้วหรือ นี่สงสัยตัวเอง แต่ความจริงเอกพีชีก็ยังคงมีกามราคะ แต่มีนิดหนึ่งท่านก็สงสัยตัวเองเสียอีก หรือว่าเป็นความคิดเลื่อนลอย อาจจะเป็นการคลั่งอารมณ์ไปก็ได้ก็เป็นไปไม่ได้ แต่ความจริงแล้วเมื่อจิตขนาดนี้แล้ว จะดูเกลียดผู้หญิงจริงๆ ดูสภาพผู้หญิงทั้งหมดมันมีสภาพโสมมหาที่สะอาดไม่ได้ เพราะเป็นเชื้อก่อให้เกิดราคะและตัณหา เมื่อเจริญสมาธิก็เกิดอาการสงสัยในผลอยู่

       เวลานั้นได้พบองค์สมเด็จพระทศพล โปรดมาให้โอวาทว่า พระโสดาบันนั้นเป็นผู้มีสมาธิ ตั้งแต่ปฐมฌานถึงฌานสี่ เมื่อจิตมั่นแล้วมีปัญหาเล็กน้อย ในการพิจาณาขันธ์ยังคงมีความหวั่นไหวอยู่ อารมณ์ของพระโสดาบันยังมีความหวั่นไหวอยู่มาก ท่านบอกว่ามากกว่าความมั่นคง คือ ท่านกล่าวว่ามีความหวั่นไหวมากกว่าความมั่นคง แต่ว่าสิ่งใดที่ได้แล้วไม่มีกลับถอย เชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย ถ้าเป็นฆราวาสก็มีศีลห้าบริสุทธิ์ ถ้าเป็นพระก็มีศีล ๒๒๗ บริสุทธิ์ แต่ว่ายังมีการทรงอกุศลกรรมที่ไม่เป็นโทษอยู่ มีรัก มีร่วมรัก มีบุตร มีโกรธ แต่ไม่ด่าหรือไม่ทำร้ายอย่างหนัก แล้วก็ยังมีความต้องการความร่ำรวยในทรัพย์ ติดในทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมเป็นต้น

       ท่านทั้งหลาย เวลาหมดไปแล้ว ประเดี๋ยวคาสเซ็ทจะหมด ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้สำหรับวันนี้