๒๑
วันนี้ก็จะได้พูดถึงปฏิปทาของท่านผู้เฒ่า
ความจริงปฏิปทาของท่านผู้เฒ่านี้
ถ้าเราจะรับไว้ศึกษาเป็นเครื่องสำหรับศึกษาหรือเป็นเครื่องสำหรับเตือนใจก็ดีเหมือนกัน
แต่ว่าการปฏิบัติพระกรรมฐานเราก็ศึกษากันมาแล้ว ก็ไม่น่าจะพูดอะไรกันมาก
ขอย้อนหลังสักนิดหนึ่ง เมื่อคืนที่แล้วก่อนนั้นได้ปรารภขึ้น
ปรากฏมีตอนหนึ่งที่ท่านกล่าวว่า
เมื่อขณะที่ปฏิบัติไปแล้วรู้สึกว่าจิตเข้าสู่ระดับดี ตอนนั้นก็มีคนๆ หนึ่งถือมีดมา
๒ เล่ม แล้วส่งให้ท่าน เขาถือไว้ ๑ เล่ม แล้วท้าให้มาฟันกัน
ท่านก็บอกว่าท่านไม่สู้ อยากจะฟันก็ฟัน อยากจะฆ่าก็ฆ่า
เขาก็บอกว่าเราพบพระอรหันต์เข้าแล้ว โดนพระอรหันต์เล่นงานเข้าแล้ว
ในตอนนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายพึงสำเหนียกไว้ให้ดีๆ ว่า
ตอนนั้นท่านเพิ่งมีจิตเข้าถึงพระโสดาบันขั้นเอกพีชีเท่านั้นว่ามีคนมาท้าสู้
เมื่อท่านไม่สู้ ก็บอกว่าเราโดนพระอรหันต์เล่นงานเข้าแล้ว ตอนนี้แหละ
บรรดาท่านทั้งหลาย
การปฏิบัติของท่านก็พึงระมัดระวังการมีภาพหลอนที่เรียกกันว่าอุปาทาน
ถ้าเราจัดเป็นมารก็ถือว่าเป็นเทวบุตรมาร แต่ว่าเทวบุตรมารก็ไม่ได้ บางทีก็ไม่ใช่ใคร เป็นครูบาอาจารย์นั่นเอง
ท่านอาจจะมาลองใจเอา ครูบาอาจารย์ในที่นี้ก็หมายถึงพระอริยเจ้า
ดูซิว่าเราจะหลงหรือไม่หลง
คนเราที่เสียน่ะ เสียตอนนี้เสียมาก
บางทีเจริญพระกรรมฐานเห็นภาพลอยในชั้นจิตเข้าถึงอุปจารสมาธิ
เห็นภาพนี้นิดเห็นภาพนั้นหน่อยก็นึกว่าตัววิเศษเสียแล้ว
แต่ความจริงนั่นยังไม่ได้ขึ้นประถมปีที่ ๑ ในพระพุทธศาสนา แล้วอันนี้ก็เหมือนกัน
เป็นสิ่งที่น่าหวั่นไหวมาก เพราะว่าท่านเองก็มีจิตสงบสงัด
สามารถจะปลิดชีวิตทิ้งเสียก็ได้ ไม่ยอมสู้กับเขา ยอมตายดีกว่า
อารมณ์อย่างนี้ก็น่าจะเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์ แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น
แทนที่จะเป็นอารมณ์ของพระอรหันต์กลับกลายเป็นอารมณ์ของพระโสดาบัน
ท่านเองเป็นเอกพีชีเท่านั้น เป็นอันว่ากำลังใจส่วนนี้
เวลาที่ท่านปฏิบัติพระกรรมฐาน ให้นึกไว้เสมอว่า อัตตนา
โจทยัตตานัง กล่าวโทษโจทก์ความผิด
คิดว่าเรายังไม่ดีไว้เสมอๆ นั่นแหละเป็นการสมควร หากว่าท่านคิดว่าตัวท่านดีเมื่อไร
ก็ชื่อว่าเวลานั้นท่านเข้าถึงความเลวแล้ว และถ้าหากว่ามีความหลง
ความรู้สึกในขณะนั้นคิดว่าตนเป็นพระอรหันต์ตามเสียงนั้น ความดีก็จะไม่ก้าวขึ้นไป
อย่างดีที่สุดก็อยู่ในพระโสดาบันเอกพีชี ถ้าเราถึงนะ ถ้าเราไม่ถึงนั่นก็เสร็จ
ไม่ต้องได้ดีกัน
วันนี้ก็มาคุยถึงบันทึกของท่านต่อไป
ท่านเขียนไว้ว่าพระสกิทาคามีก็มีจิตเหมือนกับพระโสดาบันขั้นเอกพีชี
แต่ทว่ากิเลสทั้งหลายเบาหน่อย นี่ท่านบันทึกไว้ย่อๆ แต่เพียงเท่านี้
คำอธิบายมีอีกนิดหน่อย จะว่าเป็นคำอธิบายไม่มาก ผมอาจจะขยายไปนิดหน่อยก็ได้
คือท่านกล่าวว่า ในขณะนี้ได้รับคำพยากรณ์ว่าเวลานี้พระโสดาบันขั้นเอกพีชีของเธอเต็มแล้ว
และขณะนี้เชื่อว่าจิตของเธอเข้าขั้นของพระสกิทาคามี
ตอนนี้ท่านก็มานั่งพิจารณาดูอารมณ์จิตของท่าน
ตามที่ท่านกล่าวว่าอารมณ์จิตเข้าถึงขั้นพระสกิทาคามี จิตมันเป็นอย่างไร
แต่ทว่ากำลังใจที่คุมในจริยาวัตรทั้งหมดไม่ได้พลาดพลั้งคือตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง
รวมทั้งหลับ เอากันแค่ตื่น
ขณะใดที่ยังตื่นอยู่อารมณ์ของท่านไม่ยอมทิ้งอภิญญาผลสมาบัติ คือ
ตอนเช้ามืดตื่นมาทำสมาธิเต็มที่ตามอารมณ์ที่จะพึงทำได้
และก็รักษากำลังใจไว้ในด้านอภิญญาสมาบัติ คือไม่ยอมทิ้งอารมณ์อภิญญาสมาบัติ
แล้วก็รักษาผลสมาบัติ คำว่ารักษาอภิญญาสมาบัติและแถมมีผลสมาบัติ
นั่นหมายถึงว่าการเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าแล้ว
ถ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป คำว่าสมาบัติทั้งหมดเรียกว่าผลสมาบัติ
ถ้ามีอภิญญาควบก็เรียกว่าอภิญญาผลสมาบัติ
เป็นอันว่าเข้าตามผลที่พึงได้ตามความเป็นพระโสดาบันของท่าน แล้วก็มามีอภิญญาควบ
จิตตัวนี้ถ้าจะทรงให้เต็มที่ในเวลาเช้ามืดและเวลาที่เดินไปบิณฑบาท
จิตก็จะทรงอยู่ในขั้นปฐมฌาน อย่างเลวที่สุดจะเผลอไปบ้างก็ตั้งอยู่ในอุปจารณาน คือชีวิตทั้งชีวิตของท่านนับตั้งแต่เข้าเจริญพระกรรมฐาน
จิตทุกขณะจิตจะไม่ยอมทิ้งปฐมฌานหรืออุปจารฌานตลอดมา นี่ ข้อนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายบรรดาผู้ศึกษาพระกรรมฐานสนใจให้มาก
เมื่อสนใจแล้วก็พยายามทำตามด้วย การทำตามแบบนี้จะเป็นผลดีกับท่านทั้งหลายเอง
มาว่ากันถึงอารมณ์ตอนที่ท่านเข้าถึงความเป็นพระสกิทาคามี
ตอนนี้ท่านเขียนไว้หน่อยเดียวว่าสกิทาคามีที่มีอารมณ์ในด้านกามราคะมันด้านจริงๆ
อารมณ์ในโลภะความโลภไม่มี คิดอย่างเดียวว่า
ทรัพย์สินเท่าที่จะพึงมีอยู่เราจะทำทรัพย์สินนั้นให้เป็นส่วนสาธารณประโยชน์ทั้งหมด
คือเป็นประโยชน์ในด้านพระพุทธศาสนาด้วย เป็นประโยชน์ในการสงเคราะห์ด้วย เรียกว่า
ทำกันให้หมดทุกอย่างเท่าที่จะพึงทำได้ การเก็บเงินไว้ไม่มี ทรัพย์สินใดๆ
ทั้งหมดที่มีแจกจ่ายหมด เอาเหลือไว้แต่เพียงใช้
ของดีที่มีอยู่ไม่เก็บไว้ใช้ทำบุญหมด
ดูถึงอารมณ์ของพระโสดาบันและพระสกิทาคามีมีความยินดีในการบริจาคทานเป็นปกติ
ไม่อิ่มไม่เบื่อในการบำเพ็ญกุศล
ปรารถนาที่จะบำเพ็ญตนให้เป็นให้มีอารมณ์สูงขึ้นไปกว่านั้น
ฉะนั้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ห้ามการขอทรัพย์สินในตระกูลที่เรียกว่า
อเสกขบุคคล ในพระวินัย
ถ้าไม่จำเป็นจริงท่านห้ามขอเด็ดขาด
คำว่าขอทรัพย์สินกับใครก็ตามเป็นของมีค่าน้อยก็ตาม ขอท่านทั้งหลายจงอย่า
ภิกขุไม่ควรจะขอ คำว่าภิกขุแปลได้สองอย่าง แปลว่าผู้ขอหรือแปลว่าผู้เห็นภัยในสงสาร
การขอของพระจะต้องขอด้วยอาการดุษณียภาพ หมายความว่าเฉยๆ
ถ้าเขาเห็น เขาสงสารเราเขาก็ให้ เขาไม่สงสารเราก็แล้วไป อย่าไปรบกวนชาวบ้าน นี่
กำลังใจตอนนี้ของท่านกล่าวว่า ในกามราคะก็ดี โทสะก็ดีมันหายไปหมด
อารมณ์กระทบเมื่อกระทบกันจังๆ หน้ามีความรู้สึก แต่ทว่าในกาลบางครั้ง
ไม่ใช่วันเดียว บางครั้งหลายๆ วัน มีอารมณ์สงบสงัด มีอารมณ์พอใจในความสวยสดงดงาม
อารมณ์กระทบที่ใครเขาทำให้ไม่พอใจมันก็เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็มีความรู้สึกว่า อ้อ เจ้านี่ยังอยู่หรือ แล้วก็หลบไปหายไป จิตก็โปร่ง
ไม่มีอารมณ์ติดใจต่อไป เห็นคนก็เหมือนกับเห็นแผ่นดิน เห็นคนก็เหมือนกับเห็นซากศพ
เห็นวัตถุต่างๆ ก็เห็นว่าเป็นของสำหรับโลก ไม่มีค่าสำหรับเรา
มองดูร่างกายก็นึกว่าสภาพร่างกายสภาวะร่างกายของเรามีความเหมือนซากศพ
มาดูร่างกายของเราอีกทีว่าเจ้านี่เป็นศัตรูใหญ่ เป็นปัจจัยนำมาซึ่งความทุกข์
อารมณ์ของพระสกิทาคามีเป็นอย่างนี้ ต้องทรงตัว ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงอารมณ์ได้
เพราะคำว่าอริยเจ้าไม่มีอารมณ์เสื่อมลง มีแต่ดีขึ้น
ท่านเขียนต่อไป ขึ้นต้นว่า อนาคามีท่านว่ายังมีโกรธแต่ไม่ผูกโกรธ
ยังหวั่นไหวแต่ว่าเกลียดกาม ฟังให้ดีนะ อนาคามียังมีโกรธแต่ไม่ผูกโกรธ
ยังหวั่นไหวแต่เกลียดกาม คำว่าหวั่นไหวคืออารมณ์ยังมีความไหวอยู่นิดหน่อย
เมื่อกระทบความโกรธ รู้ว่านี่เขาทำให้เป็นที่ไม่พอใจเรา
แต่ว่าหล่นหายไปเลยคือไม่ติดอยู่ กระทบนิดหนึ่ง คำว่าปฏิฆะแปลว่ากระทบ
คือว่ากระทบนิดหนึ่งแล้วก็เกิดความไม่พอใจ ความไม่พอใจกระทบปัปเกิดปุบหายปัปทันที ก็เหมือนกับไม่มีความโกรธ
ท่านว่ายังหวั่นไหวอยู่บ้างแต่ไหวนิดเดียว เหมือนกับลมพัดมาใบไม้ไหวแป็บก็ทรงตัวหยุดนิ่ง นี่จัดเป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างสูง
ท่านบอกว่าเกลียดกาม คำว่ากามารมณ์ คำว่าเกลียดกามคือ กามระหว่างเพศ
เห็นเพื่อนต่างเพศ เคยน่ารักน่าใคร่น่าปรารถนา
แต่ความรู้สึกคราวนี้เห็นเพื่อนต่างเพศเห็นเหมือนศพในป่าช้า มองดูภายนอก
เครื่องแต่งตัวเลยไปถึงหนัง เลยเข้าไปถึงเนื้อ เลยเข้าไปข้างใน ตับ ไต ไส้ ปอด
เลยเข้าไปข้างในเห็นโปร่งไปหมด ว่าร่างคนทั้งคนเต็มไปด้วย ความน่าเกลียดเหมือนกับศพเน่า
หมดความหวั่นไหว คือไม่มีความรู้สึกในการปรารถนาในกามารมณ์
นี่ก็เห็นจะเป็นเรื่องของคำในพุทธพยากรณ์ว่าอย่างนี้นะ
ว่าพระอนาคามียังไม่โกรธแต่ไม่ผูกโกรธ คือโกรธหายทันที
อารมณ์ยังหวั่นไหวแต่เกลียดกาม ผู้หมดความหวั่นไหวนั่นก็คือพระอรหันต์เท่านั้น
นี่เป็นพระพุทธฎีกาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอน
และกล่าวต่อไปว่า
เธอก็มีความเพียรด้วยการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ควรระมัดระวัง
เธออาจจะถึงที่สุดภายในพรรษานี้ ท่านจำได้ไหม ว่าตอนก่อนโน้นท่านบอกว่าอีก ๑๐
ปีเศษๆ จะเห็นหน้าเห็นหลัง แต่ต่อมาเมื่อมีความเพียรดี มีความทรงอารมณ์ดี
มีสติสัมปชัญญะดี ทรงอภิญญาผลสมาบัติเป็นปกติ ท่านลดลงมา
บอกว่าในพรรษานี้อาจจะสำเร็จก็ได้ ก็เป็นอันว่า ขึ้นชื่อว่ามรรคผลแห่งการปฏิบัติ
ไม่มีใครสามารถจะพยากรณ์ได้ว่าจะบรรลุเมื่อไร สำเร็จเมื่อไร
มันขึ้นอยู่กับความขยัน แล้วก็ขยันถูกต้อง
ท่านกล่าวต่อไปว่า
การพิจารณาขันธ์ของเธอทำถูกแล้ว การมุ่งละฉันทะกับราคะคิดว่าไม่มีอะไรนั้นถูก
แต่ว่าควรจะพิจารณาระวังทวารทั้งหก ซึ่งมีอารมณ์เกิดจากจักษุเป็นต้น คือ
หมายความว่า ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส
การถูกต้องสัมผัส อารมณ์ใจครุ่นคิด ท่านกล่าวต่อไปว่า
อารมณ์อันเกิดจากจักษุเป็นต้นไว้ด้วย คิดไว้พิจารณาให้มากจะมีผลมหาศาล
ขณะนี้เธอได้เอกพีชีแล้ว ทำจิตให้ละเอียดเพื่อการล่วงต่อไป ท่านกล่าวต่อไป
ตอนนี้เป็นคำถามของท่านผู้เฒ่าว่าได้เข้าถึงความเป็นพระโสดาบันเมื่อไร
ท่านตอบว่าเข้าโคตรภูเมื่อพรรษาก่อน นี่ติดโคตรภูมาตั้งพรรษา
เมื่อจิตมั่นในธรรมต่างเข้าโสดาเมื่อเดือน ๑๑ พรรษาก่อน นี่เป็นอันว่าติดโคตรภู ๓
เดือนแล้วย่างเข้าพระโสดาบันที่เรียกว่าสัตตักขัตตุง
มาตั้งแต่พรรษาก่อน คือในสมัยขณะเมื่อเธอมีพระนิพพานเป็นอารมณ์
คือเมื่อตั้งแต่เข้าถึงพระโสดาบันหรือโคตรภูนี่ จิตรักพระนิพพานเป็นอารมณ์
จะทำทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หวังอะไรทั้งหมด
จิตคิดหวังไว้อย่างเดียวว่าต้องการพระนิพพาน
เรื่องผลการตอบแทนในชาติปัจจุบันไม่มีอารมณ์จะพึงคิด
ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อคนหรือสัตว์ก็ทำไปด้วยความเมตตา การที่จะปรารถนาตอบแทนว่าเราให้เขาแล้วเขาต้องให้เรา
เราชมเขาแล้วเขาต้องชมเรา เราช่วยเขาๆ ต้องช่วยเรา อย่างนี้ไม่มี
ทำแล้วก็ทำไปหวังพระนิพพานอย่างเดียว
นี่เป็นอารมณ์ที่เป็นพระโสดาบันตั้งแต่พรรษาที่แล้ว เธอจำได้ไหมนี่เป็นพระพุทธฎีกา
แล้วก็มีพระพุทธโอวาทต่อไป
ตอนนี้ท่านวงเล็บไว้ว่าเป็นพระโอวาทสุดท้ายเพื่อจบกิจ ตอนนี้จำกัน ระวังให้ดีนะ
จำกันให้ดีนะ ท่านฟังกันไปแล้วก็เทียบถึงอารมณ์ของท่านด้วย
พยายามมองดูอารมณ์ของท่านเข้าถึงจุดไหม ท่านทรงกล่าวว่าให้พระโมคคัลลานะมาสอน
ท่านโปรดว่าตอนนี้พระโมคคัลลาน์มา
ท่านบอกว่าสมเด็จท่านเขียนว่าได้มอบให้พระโมลคัลลาน์มาสอน แล้วท่านมหาโมคคัลลาน์ก็กล่าวว่าสมเด็จให้มาบอกเวลา ๙.๓๐ น. คือเวลาที่พบพระมหาโมคคัลลาน์เป็นเวลา ๙.๓๐ น.
นี่ท่านฟังไปแล้วก็ดูวันเวลาของท่านด้วยนะ ความจริงท่านผู้นี้เป็นพระไม่ว่าง
ตื่นขึ้นเช้าบางที ๖ โมงเช้า คนก็มาแล้ว นั่งคุยกันสนทนาไป จะมีเวลาบ้างเล็กน้อย
เวลาไหนที่ว่างก็ใช้เวลาสถานที่รับแขกนั่นแหละ นั่งบ้างนอนบ้างเอนบ้าง
ไม่ตั้งท่าขัดสมาธิให้คนเห็น การนั่งขัดสมาธิให้คนเห็นเป็นอุปกิเลส อย่าไปทำนะ
อย่าไปทำเข้า ในเมื่อพระพุทธเจ้าว่าอะไรไม่ดีอย่าไปทำเข้า
ถ้าสงสัยก็ไปดูในอุทุมพริกสูตร อันนั้นมีไว้เรียบร้อยแล้วว่าอะไรที่เป็นอุปกิเลส
ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตำหนิว่าไม่ดี
อย่าทำ เป็นอันว่าเวลารับแขกผ่านไปนิดหน่อย พอแขกว่างนิดก็นั่งเอนกายตามสบายๆ
ให้คนอื่นจับไม่ได้ว่าเจริญพระกรรมฐานเวลา ๙.๓๐ น. พบพระโมคคัลลาน์ นี่ท่านเขียนวงเล็บไว้ว่าให้กำหนดใจไว้ในความไม่มีของขันธ์ห้า
จำให้ดีนะ พระโมคคัลลาน์มาสอนขั้นที่สุดว่า
จงกำหนดในความไม่มีของขันธ์ห้า
ให้ถือว่าขันธ์ห้ามันไม่มี มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา มันมีแล้วก็เหมือนกับว่าไม่มี
คือไม่สนใจในมันเสียเลย แล้วก็ทุกสิ่งทั้งหมดให้เป็นเอกัคคตารมณ์
หมายความว่าขันธ์ห้าก็ดี ธาตุทั้งหลายอย่างอื่นก็ดี
มีความรู้สึกว่ามันไม่มีสำหรับเรา คำว่าให้เป็นเอกัคคตารมณ์คือ
ให้ทรงอารมณ์นี้เป็นหนึ่ง ไม่มีอารมณ์ที่สอง มีอารมณ์ที่เข้าใจว่ามีน่ะไม่มีอีกแล้ว ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีสำหรับเรา
คือขันธ์ห้าได้แก่ร่างกายของเราก็ดี วัตถุธาตุทั้งหลายในโลกก็ดี ไม่มีสำหรับเรา
อารมณ์ทรงอยู่อย่างนี้ให้เป็นปกติ เรียกว่าเป็นเอกัคคตารมณ์
ถ้าจะหันไปดูจริงในมหาสติปัฏฐานที่เราฟังกันมาแล้วก็เหมือนกัน
คือท่านไม่ได้สอนเกินอะไรกันไปเลย
เว้นไว้แต่ว่าเราจะใช้อารมณ์ถูกหรือไม่ถูกเท่านั้น เป็นอันว่าวิชาความรู้ของพวกเรานี่เลยเถิด
เรียกว่าท่วมเลยศีรษะไปแล้วไหนๆ แต่ว่าจะรู้จักใช้เท่านั้น บางทีก็ยังเมาอยู่ในยศฐาบรรดาศักดิ์ เมาในลาภ เมาในรูปเสียงกลิ่นรส เมาในความโกรธ
เมาในขันธ์ห้า นี่เป็นอันว่าถ้ายังเมาอยู่อย่างนี้แสดงว่าพวกเรายังเลวอยู่ขนาดหนัก
ไม่ใช่เลวขนาดเบา
แล้วก็ท่านบอกว่าให้เพ่งอารมณ์อันจะพึงเกิดจากรูป
จากกลิ่น จากเสียง จากรส จากสัมผัส จากอะไรทุกอย่างทั้งหมด ตาเห็นรูป
หูได้ยินเสียง จมูกได้สัมผัสกลิ่น ลิ้นสัมผัสรส กายสัมผัสอารมณ์ใจ
ท่านบอกว่าทั้งหมดว่าเป็นรูป ท่านย่อไว้แบบนี้ ผมอ่านไม่เข้าใจเหมือนกัน
ท่านว่าทั้งหมดเป็นรูป แล้วก็ละ ว่าเป็นรูปเป็นเสียงของสภาพที่ไม่มี
ท่านบอกว่าสิ่งที่เป็นรูปที่ท่านละไว้ ผมขอขยายหน่อย เป็นรูปที่มันไม่มี
เสียงก็เป็นเสียงที่มันไม่มี กลิ่นก็เป็นกลิ่นที่ไม่มี รสก็เป็นรสที่มันไม่มี
สัมผัสก็เป็นสัมผัสที่ไม่มี มันไม่มีตรงไหน ไม่มีตรงที่มันสลายไป
รูปเห็นแล้วก็ผ่านไปเสียงได้ยินแล้วก็ผ่านไปทั้งหมด อย่าเอามันเข้ามาขังไว้ในใจ
มันสัมผัสประสาทแล้วก็ผ่านไป มันมีสภาพไม่มี อย่าเอาใจไปนึกว่ามันมี
นี่ผมขยายความนะ ท่านบอกต่อไป นี่พระมหาโมคคัลลาน์มาสอนแทนนะ ว่าจงไม่ยึดถือ คือปล่อยไปเสีย ไม่ให้เกาะมันอยู่
ไม่ยินดีกับมันด้วย แล้วก็ไม่ยินร้ายกับมันด้วย ยินดีคือชอบใจ ยินร้ายคือไม่ชอบใจ
มันจะไปมาอย่างไรก็ช่าง นี่อารมณ์พระอรหันต์นะ ฟังกันไว้ให้ดี ฟังแล้วก็จำ
ท่านที่บันทึกไว้ฟังให้มากจุดนี้ ฟังให้มาก ฟังให้มากแล้วก็ทำให้ได้
เป็นสิ่งที่เราต้องการกัน ทำให้เป็นเอกัคคตารมณ์
คือทำให้อารมณ์ทรงอยู่อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง มันจะมีอารมณ์ชิน
แล้วก็ตั้งอุเปกขาญาณไว้ว่า คำว่าอุเปกขาแปลว่าวางเฉย
มีความรู้สึกไว้ว่าเราจะวางอารมณ์ความเฉยไว้อยู่เสมอ
ว่าเราจะไม่ยึดถือสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เราจะเฉยโดยไม่ยอมยึดอารมณ์อย่างนี้ไว้
แล้วทรงใจให้ผ่องใสในพรหมวิหารสี่
โดยถือว่าสัตว์ทั้งหลายทั้งหมดควรได้รับความเมตตา ควรได้รับการสงสาร
ให้ตั้งใจให้ดีโดยไม่เกียจคร้าน หากไม่มีความประมาท จิตจะพ้นอาสวะ
นับตั้งแต่วันนี้ไปครบ ๖๐ วัน ไม่เกิน ๖๐ วัน หากว่าไม่ประมาทจิตจะพ้นจากอาสวะ นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปครบ
๖๐ วัน หรือไม่เกิน ๖๐ วัน
เป็นอันว่าเวลาเหลืออีก
๑ นาที ถ้าเราจะคุยกันไปก็ไม่เป็นประโยชน์ ทีนี้ขอท่านทั้งหลาย จงรวบรวมกำลังใจว่า
อารมณ์ขั้นสุดท้ายของการบรรลุที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมอบให้พระโมคคัลลาน์มาแนะนำท่านผู้เฒ่าในเวลา
๙.๓๐ น. นี่ดูเวลาไว้ด้วยนะว่าเวลา ๙.๓๐ น. มันมืดไปนานแล้วหรือยัง
ความจริงมันหลังอาหารเช้าเท่านั้น ดูจริยาของท่านไว้ด้วยว่าที่ท่านทำได้น่ะท่านใช้เวลาเท่าไร เวลาอะไรในการปฏิบัติ รวมความว่า
เวลากำลังใจของท่านไม่ยอมให้พลาดจากนี้เลย
เอาละท่านทั้งหลาย
วันนี้ก็ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอทุกท่านทรงอิริยาบถ ทรงกำลังตามที่ท่านต้องการ
พิจารณาไป ผมอยากจะให้พิจารณาในขั้นสุดท้าย คือจุดสุดท้ายที่ท่านพระมหาโมคคัลลาน์ได้รับคำมอบหมายให้สอนท่านผู้เฒ่าไว้ทุกวัน
อารมณ์อื่นนอกจากนั้นนอกจากอารมณ์ทรงสมาธิ ผมคิดว่าไม่จำเป็น สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญที่สุด
ผมเห็นว่าอารมณ์ท้ายนี่เท่านี้ เอาละพระโยคาวจรทุกท่าน
ขอจงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
แล้วก็จงมีผลบรรลุตามที่องค์สมเด็จพระบรมโลกนาถทรงมอบหมายกับพระโมคคัลลาน์มาสอนท่านผู้เฒ่าต่อไป
สวัสดี