๒๒
ความประสงค์อย่างเดียวคือต้องการจุดจบ
เมื่อมาเปิดดูปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าตอนนี้ก็รู้สึกเป็นเรื่องที่น่าจะคิดจะจดจะจำเอาไว้
ทั้งนี้เพราะว่าเป็นปฏิปทาที่ท่านปฏิบัติกันตอนนี้เอง ในช่วงระยะเวลาตอนที่ใกล้ๆ
มันไม่ไกล แล้วก็เป็นคนที่เรานึกว่าจะมองเห็นหน้ากันได้คือ ตายจากเราไปไม่นานนัก
จึงเห็นว่าปฏิปทานี้ไม่น่าจะลำบาก คือน่าจะทำกันได้ทุกคน
แต่ผมนี่ก็มีความรู้สึกอยู่อย่างหนึ่งว่าความปรารถนาของผมนี่มันจะได้เหมือนท่านหรือไม่ได้ก็ไม่ทราบในชีวิตนี้
แต่ความจริงใจน่ะรักที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมานี่ ก็มีความปรารถนาอยู่อย่างเดียว
อยากจะให้กิจของพระพุทธศาสนามันจบไปจากใจ ถ้าเผอิญชีวิตนี้ไม่สามารถจะทำได้
ก็ตั้งใจทำชีวิตหน้าต่อไป
ถ้าขณะใดที่ลมปราณยังมีอยู่ก็จะขอยึดถ้อยคำขององค์สมเด็จพระบรมครู
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยึดเอาแนวปฏิปทาของท่านผู้เฒ่านี่ปฏิบัติจนกว่าจะสิ้นชีวิต
กิจนั้นจะจบหรือไม่จบก็ตามใจ ถ้าระยำมากมันก็ไม่จบ ถ้าระยำน้อยก็อาจจะจบ
ก็เอาเรื่องของท่านมาพูดกันใหม่ เรื่องเก่าเล่าใหม่
ท่านขึ้นต้นว่าพระพุทธโอวาท
เป็นพระพุทธโอวาทสุดท้ายที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบอกว่าเพื่อการจบกิจ
ตอนนี้แหละท่านทั้งหลาย ผมพอใจติดใจเหลือเกิน คำว่าจบกิจ
และถือว่าเป็นโอวาทสุดท้าย ตามบันทึกของท่านบอกว่าท่านมอบให้พระมหาโมคคัลลาน์มาสอนแทนท่าน
แล้วท่านมหาโมคคัลลาน์ก็โปรดบอกว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้มาสอนแทน
เวลานั้นเป็นเวลา ๙.๓๐ น.
ท่านทั้งหลายฟังแล้วก็นึกทบทวนดูว่าเวลาปฏิบัติของท่านน่ะ
ท่านปฏิบัติเวลาไหนกันบ้าง ๙.๓๐ น. นี่ความจริงเวลาอาหาร เข้าใจว่าหลังเวลาอาหารเล็กน้อย
คงมีแขก จุดนี้แขกคงจะว่างไปนิดหน่อย ไม่อย่างนั้นคงจะยังไม่ปล่อยเวลา ๙.๓๐ น.
เพราะตามปฏิปทาของท่าน ตื่นขึ้นมาปัปเวลาเท่าไรก็ตามที ปฏิบัติทันที
ถ้าเวลาจะฉันภัตตาหารก็ใช้อาหารเรปฏิกูลสัญญาเป็นปกติ เวลาท่านบันทึกบอกว่า เวลา
๙.๓๐ น. เข้าใจเป็นเวลาที่ฉันอาหารอยู่ คงจะมีใครสักหนึ่ง คอยขัดคอ มาหา
ที่ว่าขัดคอก็หมายถึงมาหา แต่ว่าท่านก็ไม่โกรธ ทำตามหน้าที่
ท่านกล่าวต่อไปว่า
พระมหาโมคคัลลาน์สั่งว่าให้กำหนดใจลงในความไม่มีของปัญจขันธ์
ปัญจขันธ์ก็ได้แก่ขันธ์ทั้งห้า คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันไม่มี
มันมีก็เหมือนว่ามันไม่มี คือมันไม่มีการทรงตัว หาอะไรทรงตัวไม่ได้
มีแล้วเดี๋ยวก็พัง มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น มีความเสื่อมไปในท่ามกลาง
แล้วก็มีความสลายตัวไปในที่สุด
รูปมันก็ปรากฏขึ้นเดี๋ยวเดียว
ท่านบอกว่าชีวิตเหมือนความฝัน รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้
ชีวิตของเราที่ทรงตัวอยู่นี้มันก็เหมือนความฝัน มันมีอยู่แล้วไม่ช้ามันก็สลายตัวไป
รูปโฉมโนมพรรณเหมือนดอกไม้ ดอกไม้เมื่อแรกยังตูม ต่อมามันก็แย้มทีละน้อยๆ
ในที่สุดก็พังไป สภาวะของรูปมันก็เป็นเช่นเดียวกัน เสียง กลิ่น รส และสัมผัสมันก็เหมือนกัน
ท่านบอกว่า ทุกสิ่งทั้งหมดนี้จงรักษาอารมณ์ให้เป็นเอกัคคตารมณ์ว่ามันไม่มี
คำว่าไม่มีนี่ ความจริงมันมีแล้ว มันก็ไม่มี เพราะต่อไปมันจะพัง
รูปมันทรงอยู่ได้ไม่นานมันก็พัง เสียงที่เรามีความพอใจฟังแล้วก็หายไป
กลิ่นที่สัมผัสจมูกกระทบแล้วก็หายไป การสัมผัสที่พึงพอใจ
สัมผัสแล้วเลิกสัมผัสก็หายไป รสที่สร้างความซาบซ่านจากปลายลิ้น กลางลิ้นโคนลิ้น
แล้วรสก็หายไป อย่าไปสนใจมัน มันผ่านไปแล้วก็หมดไป ไม่ช้าร่างกายมันก็สลายตัว
ท่านบอกว่าจงรักษาอารมณ์นี้ให้เป็นเอกัคคตารมณ์
มีความรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มี
อันนี้เห็นจะได้แก่อากาสานัญจายตนะก็เห็นจะได้ถ้าเทียบกัน
อารมณ์พระนิพพาน นี่เป็นอารมณ์พระอรหันต์ตัดกิเลส อากาสานัญจายตนะที่ท่านเจริญกัน
ให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องสลายหายไปเหมือนกับอากาศ หรือว่าอากิญจัญญายตนะ
ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างนี่มันไม่มีอะไรเหลือหมด มันไม่มี ไปลงกันตรงนั้น
มันเข้าไปเนวสัญญานาสัญญายตนะอารมณ์นี้มาใช้ มันมีก็ทำความรู้สึกเหมือนว่ามันไม่มี
ตอนนี้ถ้าหากว่าท่านสนใจในอรูปฌาน จะรู้สึกว่าง่าย เห็นทรงตัวได้ชัด
เป็นอันว่าท่านแนะนำว่าองค์สมเด็จพระทรงสวัสดิ์ให้ทำความรู้สึกว่า
ปัญจขันธ์ทั้งห้าและทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดในโลกนี้ไม่มีอะไรเหลือ
ถ้าหวนเข้าไปดูในมหาสติปัฏฐานสูตรก็จะรู้ว่าเป็นของไม่แปลก
หลังจากนั้นท่านให้เพ่งอารมณ์ อารมณ์พึงบังเกิดขึ้นจากรูป อารมณ์ที่เห็นรูปสวย
ทรงสวย รักในรูป ผิวสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสดี คำว่าดีอย่างนี้ให้พิจารณาดูว่า
ทั้งหมดนี้ที่มีสภาวะ มีรูปเป็นต้น มันเป็นของที่ไม่มี ทำไมจึงว่าไม่มี มันมีนี่
มันมีแล้วเดี๋ยวมันก็ไม่มี
ย้อนไปถึงปู่ย่าตายายโคตรเหล่ากอตอนต้นๆ
เราอาจจะรู้ว่าพ่อเราเป็นลูกของใคร เป็นลูกของปู่ ปู่เราเป็นลูกของใคร ลูกของทวด
ทวดเราเป็นลูกของใคร ลูกของของพ่อทวดแม่ทวด แล้วท่านทั้งหลายมีไหมเล่าเวลานี้
แล้วสรรพสิ่งทั้งหลายที่ท่านมีอยู่ มีบ้านช่อง เรือนโรง
เงินทองทั้งหลายเหล่านั้นมันอยู่ไหม มันไม่มี มันหมดไปแล้ว ร่างกายท่านก็หมด
แล้วเราล่ะ ยังจะมีอะไรต่อไป ไม่มีการหมดหรืออย่างไร นี่ผมขยาย
การบอกว่าไม่ได้ยึดถือ
คือให้ปล่อยไปเสียไม่เกาะอยู่ คือไม่ยินดีชอบใจด้วย
ในเมื่อมันทรงตัวอยู่เราก็ไม่ยินดี ถ้าไม่ทรงตัวอยู่เราก็ไม่ยินร้าย
ปล่อยไปตามสภาพ จิตยอมรับนับถือว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มันเป็นของธรรมดา
ถ้ายังไปติดมันอยู่ก็ชื่อว่าเราเป็นทาสตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์
เราจะไม่มีความสุขตลอดชีวิต ตอนนี้ก็ควรจะคิดตามนะ ผมชอบจริงๆ ขอให้ใจมันสบาย
ท่านกล่าวว่าให้ใจเป็นเอกัคคตารมณ์ ให้อารมณ์มันทรงอยู่อย่างนี้
เอกแปลว่าเป็นหนึ่ง มีอารมณ์อย่างนี้อย่างเดียวที่เราจะทรงอยู่
ไม่มีอารมณ์อื่นเข้ามาสอดแทรกเข้ามาเจือปน
ฟังแล้วก็จำๆ
แล้วก็คิด กิจของพวกท่าน ท่านทำความดีอยู่มากแล้ว เวลานี้มีมากท่าน
ผมถือว่ามากท่านนะ อาจจะเหลืออยู่บ้าง จะบอกว่าหมดทุกท่านจะหาว่าผมเดาเกินไป
บางท่านบอกว่า เจ้าเฒ่านี่โง่นี่ ฉันไม่ได้มีความคิดอย่างเธอสักนิดหนึ่ง
เธอมาบอกว่าทุกท่านนี่ฉันไม่ได้ทำตามนะ ที่เธอพูดมาทุกวันทุกคืนวันละตั้งกี่หนน่ะ
ฉันไม่เคยเห็นด้วย นี่ฉันมาบวชนี่ ฉันมาหลอกชาวบ้านเขาเล่นโก้ๆ ว่าฉันเป็นนักบวช
ฉันมานั่งเอาเปรียบชาวบ้าน เจ้าเฒ่าบอกว่าทุกคนใช้ไม่ได้ เจ้าเฒ่ามันโง่
แต่ความจริงผมนึกว่าจะโง่ก็ยอมโง่ แต่ว่าส่วนมากนี่ไม่ลงทุกท่าน ก็ไม่รู้ใจท่าน
ผมไม่ใช่พระพุทธเจ้า ทุกท่านตั้งใจดีอยู่แล้ว
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นกิจของพระพุทธศาสนา
ท่านไม่เพิกเฉย กิจส่วนตัวท่านไม่เพิกเฉย งานหลวงไม่ขาด
งานราษฎร์ไม่ได้เสีย คนอย่างนี้ดีทุกคน อย่างนี้ปรารถนาอะไรก็ได้ แต่อย่านึกว่าผมเป็นพระอรหันต์ไปแล้วนะ
เวลานี้ผมจะพยายามคลำปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าพบนี่ผมดีใจเกือบตาย
คิดว่าชีวิตนี้ของผมไม่เป็นหมันแน่ ผมไม่ได้มากผมก็เอาน้อย เพราะผมเป็นคนอยาก
ความรู้สึกของผมเป็นคนโลภมากอยู่เสมอ จะเห็นว่าผมไม่รู้จักพอสักที
สร้างสมทุกสิ่งทุกอย่าง จะเห็นว่าอะไรมีหรือไม่มีก็ทำดะทุกสิ่งทุกอย่าง
ถ้าหนึ่งเป็นความสุขส่วนตัวได้ใจสบาย สองมีความสุขเป็นส่วนสาธารณะประโยชน์ได้
ทำอะไรทุกอย่าง ปรารภตนเองเป็นสำคัญ คือว่าถ้าตัวเราชอบแบบไหน
คิดว่าคนอื่นเขาชอบแบบนั้น ทำให้มันเกิดความสุขให้ได้ ผมมันเป็นคนตะกละตะกราม
อย่าเอาอย่างผมนะจะลำบาก เป็นอันว่าเรื่องของผมเป็นอันผ่านไป
นี่ผมเห็นเรื่องของท่านผู้เฒ่าเข้าผมก็ตะกละของผมซิ
ชอบใจนี่ ท่านก็เป็นคนห่างผมไม่เท่าไรนี่นา ทำไมท่านทำได้เราก็ทำได้
แต่ทำได้เท่าท่านหรือไม่เท่าท่านก็ช่าง ไม่ได้มากก็เอาน้อย เอาให้มันได้
เพราะมีวิสัยขโมย ขึ้นชื่อว่าขโมยแล้วเข้าบ้านใครต้องหยิบของให้ได้ ไม่มากก็น้อย
ไม่งั้นมันเสียจริยาของขโมย ภาพพจน์ของขโมยมันจะเสียไปหมด เราจะต้องเอาให้ได้
ไม่ได้ทั้งห้า ปัญจขันธ์ห้า เอาหนึ่งก็เอาดี ตัดรูปไม่ได้ก็ตัดเสียง
ตัดเสียงไม่ได้ก็ตัดกลิ่น ตัดกลิ่นไม่ได้ก็ตัดรส ตัดรสไม่ได้ก็ตัดสัมผัส
เวลานี้สบาย ตัดสัมผัสได้แล้วเพราะไม่มีเมียกับเขา มีก็มีไม่ได้ เป็นพระนี่
ก็ต้องตัดไปได้หนึ่งละ โก้ๆ ไปได้หน่อย
ว่าต่อไป
ท่านบอกให้ทำเป็นเอกัคคตารมณ์ ให้อารมณ์ทรงอยู่อย่างนั้นอย่างเดียวอย่างอื่นไม่ปน
ไม่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง รักษาไว้อย่างนั้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มี มันสลาย ไม่ยึด
ไม่ถือมัน แล้วสอนต่อไปว่าให้ตั้งอยู่ในอุเปกขาญาณ
เราจะไม่ยึดถือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหลายในโลกนี้
เราจะเฉยโดยไม่ยอมรับอารมณ์อย่างนี้ไว้ในใจของเรา
ว่าอารมณ์ที่ว่ารูปมันดีเสียงมันดีนี่ เป็นต้น ไม่มีในใจของเรา แล้วทรงให้ทำใจ
นี่เป็นคำพูดของพระมหาโมคคัลลาน์ที่ท่านผู้เฒ่าเขียนไว้ว่าทรงสั่งมาให้ทำใจให้ผ่องใสในพรหมวิหารสี่
ก็รู้จักกันแล้วนี่ โดยถือว่าสัตว์และบุคคลทั้งหมดควรได้รับความเมตตาคือความรัก
ควรได้รับความกรุณาคือความสงสาร ให้ตั้งใจทำให้ดีโดยไม่เกียจคร้าน
นี่พระพุทธเจ้าทรงสั่งพระมหาโมคคัลลาน์มาบอก ว่าหากไม่ประมาท จิตจะพ้นจากอาสวะ
คือพ้นจากกิเลสทั้งหมด เป็นพระอรหันต์นับตั้งแต่วันนี้ไปจนครบ ๖๐ วัน
ฟังแล้วท่านบอกว่าพอฟังคำว่า
๖๐ วันเท่านั้น คิดว่าวันที่ ๖๐ มันเป็นวันพรุ่งนี้ ดีใจเสียเกือบตาย เวลา ๖๐ วันไม่ไกลสำหรับเรา
ดูบันทึกของท่านต่อไป ท่านบันทึกไว้ว่า ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๖ ตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือน
๙ เป็นวันอาทิตย์ ครบกำหนดก่อนสิ้นเดือน ประมาณรุ่งอรุณ คือได้อรุณใหม่ของวันที่ ๑
สิงหาคม ๒๕๐๖ ท่านเขียนไว้ของท่านอย่างนี้ก็ว่าไป ก็หมายความว่า ท่านเขียนตอนก่อนว่า
๒๘ กรกฎาคม ตรงกับวันที่ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๙ ตรงกับวันอาทิตย์
หมายความว่าท่านปฏิบัติครบกำหนด ก่อนสิ้นเดือนประมาณรุ่งอรุณของวันใหม่ วันที่ ๑
สิงหาคม ท่านบันทึกไว้แค่นี้ ผมก็ไม่รู้ว่าจะอย่างไร ผมก็ว่าของท่านต่อไป
ท่านบันทึกไว้ว่า พระขีณาสพ หมายถึงพระอรหันต์คือเป็นผู้มีกิเลสสิ้นแล้ว
แปลว่าเป็นผู้มีกิเลสสิ้นไปแล้วหมดไปแล้ว ได้มาบอกคาถาเรียกจิตคนสำหรับเทศน์
สำหรับอบรม สำหรับสนทนา ทำให้ใจคนน้อมมาหา คาถาว่าอย่างนี้ จิตตะ มหาจิตตัง
ปิยัง มะมะ จำให้ดีนะว่าจิตตะ มหาจิตตัง ปิยัง มะมะ
ท่านว่าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาตแล้ว นี่ท่านอนุญาตแล้วก็ใช้ได้
แต่พวกเรามาขโมยของท่านนี่ก็คงใช้ได้ พลิกมาหน้านี้เป็นอันว่าเข้าใจ
ที่ท่านบอกว่าวันที่ ๑ นี่หมายถึง วันที่ ๑ เป็นวันที่พระขีณาสพมาบอกคาถา
มาถึงหน้านี้ก็บอก ๒ สิงหาคม ๒๕๐๖ ตรงกับขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๙
ท่านบอกว่าเวลานี่
วันนี้เวลาเช้าตื่นขึ้นมา ลืมตาปุป ตามปกติกลางคืนก็ไม่ค่อยได้หลับ
องค์นี้ดูปฏิปทาพ่อฟัดแหลก
คือฟัดให้กิเลสแหลกก็ดีกว่าฟัดให้ร่างกายหรือจิตใจแหลกเพราะอำนาจกิเลสฟัด
ท่านบอกว่าเจริญสมณธรรมได้ผลด้านสมาธิสูงมาก จำให้ดีนะ คำว่าสมาธินี่เราได้ถึงไหน
รักษาอารมณ์ให้มันมากที่สุด ดีที่สุดเท่าที่จะพึงรักษาได้ ทรงไว้ได้ ท่านบอกว่า
ความจริงวานนี้ฟุ้งซ่านมากทั้งกลางวันและกลางคืน
ท่านกล่าวต่อไปว่าระหว่างที่อยู่ระหว่างพระโสดาละเอียด
คำว่าโสดาละเอียดนี่หมายถึงพระสกิทาคามี จำไว้ให้ดีว่าการจะทรงจิตของเรา
ดูปฏิปทาของท่านผู้เฒ่าท่านจะไม่ยอมเชื่ออารมณ์ของท่านเด็ดขาด
ถ้ามีอะไรสงสัยว่าจะดี เขาว่าดีว่าเด่นแม้จะ เป็นเสียงทิพย์เสียงสวรรค์
ท่านก็ไม่ยอมรับฟัง ไม่ยอมรับเชื่อ ถอยหน้าถอยหลังขยับขยายให้มันแน่ใจอยู่เสมอ
นี่การปฏิบัติพระกรรมฐานเพื่อผลดี นี่เขาทำกันอย่างนี้ จงอย่าลืมพระบารมีว่า อัตตนา
โจทยัตตานัง กล่าวโทษโจทก์ความผิดของตนไว้เป็นปกติจะมีผลใหญ่
อย่าไปมองในด้านดี คือมองในด้านชั่วให้มาก คิดว่าเรายังเลวอยู่ เรายังชั่วอยู่
มองโน่นนิด มองนี่หน่อย แม้แต่ชั่วนิดเดียว ก็จับจิตว่ามันชั่วมาก
จะได้ทุ่มเทกำลังกายกำลังใจให้มันพินาศไป อย่าใช้คำว่าไม่เป็นไร
ถ้าไม่เป็นไรละก็เสร็จ ลงนรกทุกราย
ท่านกล่าวต่อไป
แม้จะอยู่ในระหว่างพระโสดาละเอียดคือพระสกิทาคามี ก็จะยังมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน
จากนี้ไปอีกไม่เกิน ๑๐ วัน จะถึงอนาคามี เห็นไหม โสดาละเอียดก็คือ สกิทาคามี
ท่านจะไปหลงว่าพระโสดาบันแล้วเมื่อไรจึงจะถึงสกิทาคามี ท่านไม่ได้ว่าแบบนั้น
ท่านบอกว่า ระหว่างพระโสดาละเอียด แล้วจากนี้ไปอีกไม่เกิน ๖๐ วัน
ก็จะจบกิจในพระพุทธศาสนาเป็นพระอรหันต์ ท่านบอกว่าฟังเพียงเท่านี้ใจก็ฟู
ดีใจเกือบตาย แต่ก็ระงับความดีใจไว้เสียได้ว่า เรามันเลวตรงไหนบ้าง
ถ้าเรายังหาเลวพบไม่หมด ความจบกิจพระพุทธศาสนาไม่มีสำหรับเรา
ท่านก็มองหาความเลวทุกจุดด้านสังโยชน์ ๑๐ ประการ
ท่านบันทึกต่อไปว่า
สมเด็จฯ โปรดให้พิจารณาความตายให้มาก นี่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จเอง
มาทรงประทับยืนให้เห็นมีฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการผ่องใส
แล้วสมเด็จพระจอมไตรก็ตรัสว่า สัมภเกสีเอ๋ย
เจ้าจวนจะเสร็จกิจในพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว กิจอื่นของเธอจะไม่มีอยู่แล้ว
มันยังเหลืออยู่นิดหน่อย ในระหว่างนี้จงพิจารณาความตายให้มาก อย่าสนใจกับกายของเรา
อย่าสนใจกับกายของบุคคลอื่น อย่าสนใจกับวัตถุใดๆ เราตายแล้วเรานำไปไม่ได้
เธอจงพิจารณาขันธ์ห้าให้ละเอียด อย่าข้ามแม้แต่จุดเล็ก ว่ารูปก็ดี เวทนา สัญญา
สังขาร วิญญาณก็ดี มีอะไรบ้างที่เป็นของเรา วางภาระมันเสียให้หมด
อย่ากำหนดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา
ตามบันทึกท่านกล่าวต่อไปว่า
ท่านมหากัจจายนะท่านบอกว่า การทำจิตพิจารณาขันธ์ห้าละเอียดนั้น
ได้แก่การเข้าสมาธิให้ถึงที่สุดแล้วก็พิจารณาขันธ์ห้า
ถ้าจิตมันเกิดมีอารมณ์ฟุ้งซ่านในระหว่างที่พิจารณา ให้วางภาระในการพิจารณาเสีย
จิตจับสมาธิตามเดิมให้จิตอารมณ์ทรงตัวให้มันทรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทรงได้
จิตใจผ่องใสมีจิตเป็นเอกัคคตา คือ มีอารมณ์เฉยเป็นหนึ่ง แล้วก็จับจิตถอยลงมาอีกนิดหนึ่ง
ใช้อารมณ์คิดพิจารณาขันธ์ห้า ให้ทำถอยหน้าถอยหลังไปอย่างนี้
ไม่ช้าจะจบกิจพระพุทธศาสนา เวลานี้กำลังใจของเธอเหลืออีกนิดเดียว คือ
เยื่อใยที่มีความสำคัญมากนั่นก็ได้แก่อวิชชา คือฉันทะกับราคะ ฉันทะ
จงอย่าพอใจในมนุษยโลก เทวโลก และพรหมโลก ราคะจงใช้ปัญญาพิจารณาว่ามนุษยโลก เทวโลก
และพรหมโลก ไม่มีอะไรสวย ไม่มีอะไรดี มันเป็นที่ขังของความทุกข์
แล้วท่านก็บันทึกไว้ว่า เย็นใกล้ค่ำวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๖ เป็นอันว่า
ท่านพิจารณาท่านจบกิจจุดนี้ของท่านตอนเย็นวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๐๖
เอาละ
บรรดาท่านทั้งหลาย เวลากาลพูดไปก็ไม่มีแล้ว หมดเวลาพอดี จำปฏิปทาของท่านไว้
ผมถือว่าบรรดาท่านทั้งหลายมีกำไรเป็นกรณีพิเศษ
ขอสาวกขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ทุกท่านจงพากันปฏิบัติตามปฏิปทาของท่านผู้เฒ่า
ความดีจะถึงท่าน ขอทุกท่านจงทรงอิริยาบถสี่
กำหนดจิตตามอัธยาศัยจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร สวัสดี