๒๖

       ท่านพระโยคาวจรทั้งหลาย สำหรับเรื่องท่านผู้เฒ่าก็ฟังกันต่อไป ปฏิปทาใดที่ท่านทั้งหลายเห็นว่าสมควรกับจริยาของท่านก็สอนกันมาแล้ว สำหรับเรื่องนี้เป็นเรื่องคิดเรื่องพิจารณา เป็นอันว่าขอย้อนนิดหนึ่ง

       ท่านกล่าวว่า คืนนี้ตอนหัวค่ำทำได้เล็กน้อยแล้วก็เพลีย เมื่อเพลียแล้วก็นอน นอนแล้วก็จิตจับสมาธิ เห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเสด็จ จิตก็มีกำลัง เข้าอภิญญาผลสมาบัติถึงเวลาตีหนึ่ง มองดูเวลามันเหลือเวลาอีกหน่อยเดียวก็เช้า ทำต่อไป พอเช้ามืด ทำไปเห็นพื้นชั้นบนเป็นดาดฟ้าสูงเราขึ้นไปไม่ถึง ตอนนั้นปรากฏว่าเห็นพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลาน์ พระมหากัจจายนะ แล้วก็เห็นจะเป็นพระอนุรุทธ์อีกองค์ เขียนไม่ชัด ชะโงกหน้ามาบอกว่าฉันจะช่วย แต่ทว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยืนประทับให้เห็นพระพักตร์ บอกว่าองค์นี้เธอช่วยไม่ได้ ฉันต้องช่วยเอง เพราะมาจากพุทธวิสัย คือปรารถนาพุทธภูมิ แล้วก็ทรงเอามือกวนยาแล้วก็ส่งให้

       ตามบันทึกของท่าน ท่านกล่าวว่าเราบ้วนไปเสียก้อนหนึ่งแล้วก็กลืนเข้าไปบ้าง เสร็จแล้วก็มีความรู้สึกว่าขึ้นไปยืนอยู่ชั้นบน ไปยืนได้แค่ด้านนอก เข้าข้างในไม่ได้ ข้างในมีฝาโปร่งกั้น แลเห็นพระสงฆ์ทั้งหลายเยอะ และองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในนั้น ขณะนั้นเราเปล่งอุทานว่า สุขัง สุขัง สุปฏิฐิตัง จำให้ดีนะ ว่าสุขัง สุขัง สุปฏิฐิตัง และจะเข้าไปในห้องที่กั้นนั้น เห็นท่านพระสารีบุตรยืนอยู่หน้าประตู ท่านบอกว่ายังเข้าไม่ได้ ถามท่านว่าที่เราเข้า ที่กระผมยืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกว่าอะไรขอรับ ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า การที่ยืนอยู่ตรงนี้เขาเรียกว่าเป็นเขตของอรหัตมรรค ในห้องนั้นเป็นเขตของอรหัตผล กราบเรียนท่านว่าเมื่อไรจะเข้าได้ขอรับ ท่านบอกว่าเห็นจะเป็นวันแรม ๑ ค่ำกระมัง ฟังคำท่านให้ดีนะท่านใช้เวลาไม่จำกัด เพราะดีไม่ดีเร่งรัดจะถึงเร็วกว่า เห็นจะเป็นเวลาแรมหนึ่งค่ำกระมังจะเข้าได้ เพราะว่าสมเด็จช่วยจึงเร็ว ถ้าหากว่าท่านไม่ช่วยเร่งรัด ก็จะต้องถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ อีก ๑ ปี

       คำว่าช่วยในที่นี้ ฟังไว้ให้ดีนะว่าพุทธศาสนาของเราช่วยกันด้วยวิธียกไม่ได้ คือช่วยก็ช่วยแนะนำชี้จุดที่ใกล้จิตโดยเฉพาะ แล้วก็ช่วยแนะนำว่า นี่มากเกินไป หย่อนมาเสียหน่อย หย่อนไปหน่อย เร่งเข้าอีกนิด นี่ เขาช่วยกันแบบนี้ ช่วยแนะนำ ถ้าเราไม่เอาถ่านก็ไม่มีทาง อย่างพวกเรานี่ที่อยู่กันมากๆ นี่ ฟังกันทุกวันแล้วไม่เอาถ่านก็โน่นละ อเวจีมหานรกโลกันต์นั่นแหละ ฟังกันวันละ ๔ ครั้งถ้ายังไม่ได้อะไรเลยมันจะไปได้ดีอย่างไร ที่เขาไม่ฟังเขายังได้ดี อย่างท่านผู้เฒ่านี่ท่านไม่มีโอกาสจะรับฟังแบบนี้ ถ้ามีตำราแบบนี้ท่านคงไปนานกว่านี้แล้ว เป็นอันว่าให้จำคำว่าช่วยไว้ คำว่าช่วยนี่ไม่ใช่ช่วยยกยอปอปั้น ช่วยแนะช่วยนำช่วยทำให้ถูกให้ต้อง ท่านกล่าวแต่ว่าท่านช่วยให้เร็วเข้า

       แล้วเห็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็พระอริยสงฆ์หลายรูป ถือสายสิญจน์สลับกัน นั่งอยู่ข้างหน้า ท่านสวดว่า โคตมเกหิ อย่างนี้เป็นต้น ในบทวิรูปักเข ฟังท่านแล้วก็ท่านว่า การสวดจะมีผลอะไร ท่านบอกว่าการสวดจะได้ให้คนเขาเมตตาเรา ท่านบอกว่าท่าน ถามท่านพระสารีบุตรว่าจะเอาไปใช้อะไร ใช้อะไรได้บ้าง ก็เราไปเสกของให้คนกินให้คนใช้ เช่นแป้ง สีผึ้ง น้ำมนต์ เป็นต้น ได้ทุกอย่าง เสกอะไรก็ได้ อธิษฐานให้คนมีเมตตากัน ให้มีความรักกัน จะมีประโยชน์ให้โลกมีสันติสุขยิ่งขึ้น มีแต่ความสุข ถ้าคนรักกันทั้งหมดแล้วโลกมันก็มีความสุข นี่หมายความว่าคนประเภทนี้ถ้าได้ของไปใช้กันนะ ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่มี ต้องรู้ ไม่ใช่นั่งเสกอยู่ตรงนี้โลกก็มีความสุขหมด ถ้าจะให้ดีนะ กลางคืนทุกคืนนั่งทำสมาธิ เอาคาถาบทนี้ทำสมาธิเสียทุกคืนดีไหม อธิษฐานใจให้โลกทั้งโลกนี้จงรักกัน สงสารกัน เมตตากัน ปราศจากการเป็นศัตรูซึ่งกันและกัน ขอให้ทุกคนมีความเห็นใจเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โลกจะได้มีความสุข อันนี้น่ากลัวจะดีนะ พวกเราควรจะซ้อมกันเสียนะ ใช้เวลาสักเวลาหนึ่งทำเป็นสมาธิจิตขึ้นโคตมเกหิน่ะในบทวิรูปักเข ถึงเมตตัง เมตตัง ถึงอปาเกหิ อิเม เมตตัง เมตตัง ใช้อารมณ์แค่เมตตัง เมตตังก็แล้วกันนะ ไปดูในเจ็ดตำนาน ท่านกล่าวว่าโลกจะมีความสุขขึ้น

       จึงทูลถามต่อไปว่า เมื่อไรกระผมจะเสร็จกิจเสียทีขอรับ นี่เอาเรื่อยนะ ท่านบอกว่าวันแรมเก้าค่ำจะได้เสร็จกิจ ท่านคงขี้เกียจกระมัง ถามบ่อยๆ ไม่จำเสียที ท่านก็สงสัยเรื่อย ท่านบอกว่า คำภาวนาท่านอาจารย์ใหญ่ให้ใช้ นิพพานสุขัง ท่านบอกว่าคำภาวนานี่ควรใช้คำว่า นิพพานสุขัง ความจริงคาถาบทนี้ที่อาตมาเคยบอกใครว่า นิพพานังก็แล้วกัน เห็นว่าอารมณ์ยังอ่อนอยู่ ให้จิตยึดพระนิพพาน แล้วต่อมาหลวงปู่ชุ่มท่านบอกว่าต่อสุขังเสียตัวซิ บอกคนนั้นว่านิพพานสุขัง ถ้าหลวงปู่ชุ่มท่านบอกว่าอย่างนี้ หลวงปู่ชุ่มท่านเป็นอะไร อันนี้ผมก็ไม่วิจารณ์ นี่ท่านอาจารย์ใหญ่บอกให้ภาวนาว่านิพพานสุขังนะ เห็นไหมการปฏิบัตินี่มันไต่เต้าตามกันมันหนีกันไม่พ้น คือยังไงๆ ถ้าหาแล้วจะเข้าจุดนี้เหมือนกัน ประตูที่เข้ามันมีประตูเดียว จะมาจากกี่ทางกี่ช่องก็ตาม ประตูใหญ่เข้าข้างในมีประตูเดียว ถ้าใครไม่ผ่านประตูนั้นแล้วจะถึงจุดนั้นได้อย่างไร วันนี้จบกันเสียทีนะ

       ท่านบอกว่าตรงนี้ให้ใช้คำว่านิพพานสุขัง หรือว่าถ้าจะเปล่งอุทานว่า สุขัง สุขัง สุปฏิฐิตัง ก็สุดแล้วแต่อารมณ์ แต่ยามปกติให้ใช้ว่านิพพานสุขัง ตอน สุพัง สัง สุปฏิฐิตัง เป็นคำอุทานที่เปล่งออกมาโดยไม่ได้นึก ยามปกติให้ภาวนาว่า นิพพานสุขัง ให้เป็นอารมณ์ จิตพยายามนึกตัดอารมณ์อย่างอื่นตามที่กล่าวมา ท่านกล่าวในบันทึกว่า พอจบแล้วเราก็ต่อสู้กับอวิชชาสู้กัน อวิชชา คือท่านเห็นจิตของท่านรู้สึกว่าอวิชชาเบาไปไม่แข็งแรง ดูใจวันนี้คือดูจิตของท่านเอง ดูจิตนี่ใช้ญาณดูนะ ถ้าเราไม่มีญาณก็ดูอารมณ์ใช้ได้เหมือนกัน ว่าอารมณ์มันเกาะอะไร ว่าวันนี้เหลือจุดมัวอยู่นิดเดียว นอกจากนั้นรัศมีหมดแล้ว เหลือจุดมัวอยู่นิดหนึ่งบางๆ ท่านบันทึกบอกว่าดีใจจริงๆ นอนไม่หลับเลยตลอดคืน จะไปหลับอะไรเล่า เช้ามืด ก็จากหัวค่ำจะหลับสตาร์ทปรืดขึ้นไป ลงมาตีหนึ่งแล้ว สตาร์ทขึ้นไปอีก เช้ามืดลงมา มันจะหลับอะไร ทั้งคืนทั้งวันนี่ล่อ ๒๔ ช.ม. เลย แต่การทำแบบนี้เป็นเรื่องของผู้ทรงอภิญญาสมาบัติ อย่าตามกันนะ เพราะว่าพอท่านทิ้งขันธ์ๆ มันก็ได้พัก อารมณ์ของท่านไม่ได้พักแต่ท่านอยู่เป็นสุข ท่านพักจากกิเลสเป็นสุขกว่าพักธรรมดา นี่ขันธ์ห้ามันได้พัก ขันธ์ห้ามันหลับ เมื่ออทิสมานกายออกไปแล้วมันก็ทิ้งขันธ์ห้าไว้มันก็พักของมัน ความเหน็ดเหนื่อยจึงไม่มี

       ท่านกล่าวว่า ในระหว่างนั้น เห็นชาวบ้านวิ่งกันไปวิ่งกันมา วิ่งทวนฝนน้ำเชี่ยว มันเป็นภาพนิมิต ชาวบ้านวิ่งทวนกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว ท่านมองเห็นหญิงแก่ทำท่าจะตาย บอกแกว่าโยมอย่าวิ่งทวนกระแสน้ำสิ มันลำบาก วิ่งตามน้ำสบาย แกก็ไม่ยอมเชื่อ แกก็ทวนกระแสน้ำกันไป ท่านว่าเรานึกว่าภาพที่เห็นนี้เป็นภาพของบุคคลที่เป็นมิจฉาทิษฐิ จะตักเตือนสั่งสอนอย่างไรก็ไม่รู้จักเอา แล้วท่านก็เข้าอภิญญาผลสมาบัติไว้ทุกๆ วัน แล้วต่อนี้ไปพระองค์ตรัสว่า ผมอ่านข้ามไปนิดหนึ่ง แล้วท่านบอกว่า ตอนนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า นี่เธอ หลังจากนี้ไปจงเข้าอภิญญาผลสมาบัติทุกๆ วันนะ จะให้ผลแก่บรรดาประชาชนในปัจจุบันนี้ ในฐานะที่เรามีชีวิตอยู่เพราะอาศัยชาวบ้านเลี้ยง วัดวาอารามที่เราอยู่ผ้าผ่อนท่อนสไบที่เราใช้ ร่างกายที่เราใช้ อาหารที่เรากินเข้าไป ยารักษาโรค เราอาศัยชาวบ้าน จงใช้อภิญญาผลสมาบัติเป็นปกติ ชาวบ้านที่เขาทำบุญด้วยจะมีผลตอบแทนในปัจจุบัน แล้วก็มีผลมาก ท่านบอกว่าท่านน้อมรับคำสั่งขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความปลื้มใจ

       หลังจากนั้นท่านบันทึกต่อไปว่า วันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๖ เวลา ๒.๔๕ น. ตื่นจากหลับคราวนี้เห็นจะอานละซิ นอนตื่นมา ๒.๔๕ น. เจริญสมณธรรมไปถึงตีสี่ พระมา คำว่าพระก็หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มาแจ้งว่าเจ้าเจริญธรรมให้แจ้ง ถึงไม่รักในฐานะที่ควรรัก ไม่เกลียดไม่โกรธในฐานะที่ควรโกรธ ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ขัดเคืองอย่างนี้ ชื่อว่าได้อริยผลสมบูรณ์แล้ว เจ้าเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เวลา ๔ น. วันนี้ (กลางเดือนเก้าพอดี) เห็นไหมเหนื่อยไหมนี่ จำให้ดีนะ ผมชอบจำตอนสรุปนี่ น่ากลัวต้องเขียนติดไว้ที่หน้าผากเสียแล้ว แต่กระจกก็ไม่ได้ส่องเสียด้วย

       ท่านบอกว่าวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๐๖ เวลา ๒.๔๕ น. ตื่นจากที่นอน เจริญสมณธรรมทันที จนถึงเวลา ๔ น. เป๋ง สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จพร้อมด้วยฉัพพรรณรังสีรัศมีหกประการ อย่าลืม ได้มาแจ้งว่า

       เจ้าเจริญธรรมให้แจ้งจนถึงไม่รักในฐานะที่ควรรัก เจ้ามีอารมณ์ไม่เกลียดในฐานะที่ควรจะเกลียด เจ้าไม่โกรธในฐานะที่ควรจะโกรธ เจ้าไม่ขัดเคืองในฐานะที่ควรจะขัดเคือง อย่างนี้ชื่อว่าได้อริยผลสมบูรณ์แล้ว

       คำว่าสมบูรณ์นี่ต้องเป็นอรหัตผล

       ฉะนั้นเจ้าจึงชื่อว่าเป็นพระขีณาสพ

       คำว่าขีณาสพ หมายความว่าเป็นผู้มีอาสวะกิเลสอันสิ้นแล้ว คืออรหันต์นั่นเอง

       เจ้าเป็นพระขีณาสพตั้งแต่เวลา ๔ น. วันนี้

       คือกลางเดือนเก้าพอดี ดีใจไหม ทำไม่ยากกระมัง พยายามทำหน่อยนะ ฝืนใจหน่อย

       เราจะไม่รักในฐานะที่ควรรัก รักนี่รักด้วยอำนาจของกิเลสนะ อย่าลืม รักอยากจะได้ใครมาเป็นผัว อยากจะได้ใครมาเป็นเมีย เอากันง่ายๆ นะ รักด้วยเมตตาปรานีนี่ไม่เป็นไร และก็ไม่เกลียด รักนี่นอกจากไม่รักเป็นผัวเป็นเมียแล้ว ไม่รักผูกพันด้วยนะ มีความรักมีความเมตตาในพรหมวิหาร แต่ไม่ผูกพัน เขาจะตายเขาจะป่วยนั่นมันเรื่องของเขา เราให้การเมตตาปรานีเป็นปกติ นี่ผมขอขยาย แล้วมันทำน่าเกลียด เราไม่เกลียด แต่ถ้าทำผิดวินัยเราต้องลงโทษเพื่อให้ทรงความดี ไม่โกรธในฐานะที่ควรจะโกรธ เราไม่โกรธแต่ต้องโทษเพราะเขามีความผิด ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ควรขัดเคือง แต่เราก็ต้องลงโทษถ้าเขามีความผิดเพื่อรักษาความดีเข้าไว้

       ตอนนี้น่าฟัง ฟังให้ดีนะ

       ไม่รักในฐานะที่ควรจะรัก ไม่เกลียดในฐานะที่ควรจะเกลียด ไม่โกรธในฐานะที่ควรจะโกรธ ไม่ขัดเคืองในฐานะที่ควรจะขัดเคือง รำคาญไหม ผมว่าไว้อย่างนี้เพื่อให้ท่านทั้งหลายรับฟังไว้ ถ้าทำใจได้อย่างนี้เป็นพระอรหันต์ แล้วประเดี๋ยวพระอรหันต์สั่งลงโทษ ถามว่าโกรธหรือพระพุทธเจ้ายังสั่งลงโทษนี่ พระพุทธเจ้าโกรธไหมล่ะ จำให้ดีน่ะ นี่น่ากลัวท่านจะตัวลอยเลยนะ เมื่อได้รับพุทธพยากรณ์ว่าตี ๔ วันนี้ พอถึงเวลาตีสี่ท่านก็มา หมายความว่าเวลานั้นเอง ตัดความเป็นอรหัตผลได้ตรงนั้น พอจิตเข้าถึงอรหัตผล พระพุทธเจ้าก็เสด็จทันทีนั่นเองรับรอง

       ท่านบันทึกต่อไปว่า วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๐๖ ตอนเช้าติดสงสัยในตน เพราะเรื่องความเป็นขีณาสพ เอาแล้ว นักเลงนักสงสัยมันต้องอย่างนั้น ใครว่าอะไรนี่พระพุทธเจ้าตรัสยังสงสัยตลอดเวลา ก็เอาคนจะสงสัยเสียอย่าง ก็คนไม่ไว้ใจตัว

       ตอนเช้าเวลาตื่นขึ้นมาแต่เช้า ๖ โมงเช้า ยังไม่เช้าตรู่ไปบิณฑบาต กลับมาแล้วก็ปรากฏว่ามีคณะมูลฐานแกก็มาชุมนุมกันว่า คนสันดานเลวแบบนี้มันจะเอาดีได้อย่างไร ทั้งผู้หญิงผู้ชายเชียวนะ มานั่งรุมกันจับกลุ่มกัน เขาพูดกัน เขาไม่ด่าท่านหรอก เขาว่าใครก็ไม่รู้ คนสันดานเลวๆ น่ะเขาสอนแบบใหม่น่ะดีแล้ว แบบนี้วิธีลัดไม่รู้จักเอา ทำเป็นเต่าพันล้านปี คนประเภทนี้จะเอาดีอย่างไร จะทำสำนักเสียด้วย แต่ความจริงคนแบบนี้ควรจะหาทางไล่ไปเสียให้พ้นสำนักนี้ อาจารย์ใหญ่เขาว่า พออาจารย์ใหญ่ว่าลูกน้องก็ผสม ผู้ดีว่าขี้ข้าก็พลอย เขาก็ว่ากันเยอะ ดูซิ บ้าๆ บอๆ ไปเดินอยู่คนเดียวที่ป่าช้าบ้าง ไปอยู่ที่เมรุบ้าง กว่าจะกลับมาก็ดึกๆ ดื่นๆ เด็กสาวๆ ผู้หญิงสาวๆ ก็มาหาทั้งวัน นี่น่ากลัวจะหลงสาวๆ เวลาที่เดินอยู่คนเดียวตอนเย็นกลับมาไม่เป็นไร ไปเดินอยู่เมรุไกลดึกๆ ดื่นๆ นัดใครมาหาบ้างก็ไม่รู้ แล้วกลางวันก็ทำตัวเหมือนพระศาสดา เหมือนกับพระอรหันต์ คนอย่างนี้มันเป็นเชื้อสายของพระเทวทัต ท่านว่าอย่างนั้น ท่านว่ากันแบบสบายๆ เพลินๆ ฟังเพลินสบายใจ

       ตอนนี้ท่านบอกว่าท่านก็นั่งฟังอยู่ฟังเขา เอ นี่เขาด่าเราเราก็รู้นี่นะ ถามใจว่าโกรธไหม ใจมันยิ้ม นี่เขาบ่นส่งเดช นี่เขาจะไปไหนกันนะ เขาจะไปอเวจีนี่นะ แล้วนั่งฟังจิตใจก็สุขสบาย แต่มันรู้ว่าเขาว่าเขาด่า

       แล้วต่อมาวันนั้นก็ปรากฏว่าเทพธิดามาเป็นแถวเชียว สวยๆ แจ๋วๆ มีของสวยๆ ตัวก็แต่งสวย ของมาให้ก็สวยๆ ประดับประดา ของนิดหน่อยๆ ก็แต่งเสียสวยสดงดงาม บางทีของกระดาษที่ตกแต่งมาราคามากกว่าของข้างในเสียอีก มาก็พูดจาปราศรัยดีๆ พูดไพเราะ เป็นจริยาที่ท่านสมัยหนึ่งที่เป็นฆราวาส ถ้าสมัยนั้นพบคนแบบนี้แล้วก็พ้นกันไม่ได้แน่ ดีไม่ดีก็ต้องคลุกคลีกันถึงพักหนึ่ง ถึงแม้จะไม่อยู่ด้วยกันนาน ก็เริ่มมีความสงสัยว่านี่เขาแต่งตัวสีเขียว รู้ แดงก็รู้ว่าแดง ชมพูก็รู้ว่าชมพู สีที่ชอบแต่งมานักสีเขียวอ่อนๆ สีเหลืองอะไรพวกนี้ มาเข้ากับสีเนื้อดูตระการตา

       วันนี้มันมีทั้งสองอย่าง มีทั้งอารมณ์กระทบที่มีเรื่องนินทาว่าร้ายเสียดสี ยั่วความโกรธ มีทั้งอารมณ์แห่งความรัก พอสาวๆ ผ่านไปแล้ว เขาก็ว่านั่นไงล่ะ ทำตัวเป็นศาสดาทำเป็นผู้ดีผู้เดิน สาวๆ มากันเป็นแถวแต่งตัวกันอย่างนี้ เอาของกำนัลมาให้อย่างนี้มันควรจะหลบไปพบกันเวลากลางคืนในป่าช้าหรือในป่าละเมาะใกล้ๆ ทำท่าเป็นเดินจงกรมน่ะไม่ใช่ ไปนัดสาวๆ มาพบกัน ท่านฟังท่านก็ยิ้ม

       แล้วท่านก็สงสัยๆ ว่า นี่มันยังไม่ได้ยินเขาว่าอย่างนี้ ยังรู้ว่าเขานินทาจะเอาสาวๆ มา เขาไม่ได้มาชวนรักหรอก ความจริงเขาก็มาตามอัธยาศัยของเขาเขาก็แต่งตัวสวยๆ ตามแบบฉบับ การที่เอาของมาให้เขาก็ให้ด้วยความปรานี เขาไม่ได้มาชวนรักชวนสึก จริยาวาจาเขาก็เรียบร้อยละมุนละไมน่ารัก แต่ทว่าพวกนั้นมานั่งใสอยู่ตลอดเวลา ก็สงสัยว่าคนสวยก็รู้ว่าสวย ของสวยก็รู้ว่าสวย เขาว่าก็รู้ว่านี่จะเป็นพระขีณาสพจริงๆ หรือเปล่านี่ หรือเราฝันไป เอาอีกแล้วฝันอีกแล้ว

       เป็นอันว่าตอนนั้นสมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาเสด็จถึงพอดี  จึงตรัสให้โอวาทว่าสัมภเกสี ขึ้นชื่อว่าพระขีณาสพท่านยังมีรำพึง พระขีณาสพมีอารมณ์ อารมณ์ที่กระทบจิต มีอารมณ์แบบอารมณ์ที่ขัดข้องทุกอย่างแต่ระงับเสียได้ทันท่วงที นี่หมายความว่าพระอรหันต์นี่ยังมีการรำพึง มีอารมณ์ที่เข้ามากระทบจิต เขาด่าไม่ใช่หูหนวกนี่ รู้เขาด่า เขาชมรู้เขาชม แต่อารมณ์กระทบประเภทนี้เมื่อกระทบแล้วตัดทันทีคือไม่รับเลย กระทบปังหล่นตุบ นี่อารมณ์ของพระขีณาสพเป็นอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนั้น พระขีณาสพไม่ใช่เสาที่ปักไว้เฉยๆ ที่เรียกว่าพระขีณาสพ ก็เพราะว่าตัดอารมณ์ที่ขัดข้องได้ทันท่วงที

       อันนี้ขอบรรดาท่านทั้งหลายที่รับฟัง จำไว้ให้ดี อย่านึกว่าพระอรหันต์ไม่รู้สึกอะไรเลยนะ นี่เป็นพระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผมจะอ่านให้ฟังอีกครั้งหนึ่งว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาทรงให้โอวาทว่า พระขีณาสพมีรำพึง มีอารมณ์กระทบ จิตมีอารมณ์ที่ขัดข้องทุกอย่าง แต่ก็ระงับเสียได้ทันท่วงที พระขีณาสพไม่ใช่เสาปักไว้เฉยๆ ที่เรียกว่าพระขีณาสพก็เพราะว่าดับอารมณ์ที่ขัดข้องได้ทันท่วงที

       เป็นอันว่าเรื่องราวของท่านผู้เฒ่าผู้นี้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ทั้งนี้เพราะว่าเรื่องราวของท่านหมดแล้ว ขอสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้วเมื่อได้สดับแล้วจงจำ จำแล้วจงคิด คิดแล้วจงปฏิบัติตาม อย่างน้อยที่สุดเรามีทางสำหรับเดิน คือมีบุคคลตัวอย่าง ถ้าเราจะทำอะไรก็อาจจะได้สมความปรารถนาโดยไม่ช้านัก สำหรับเวลานี้ปรากฏว่าเหลืออีก ๑ นาที ขอหยุดก่อนดีกว่า ขอบรรดาท่านทั้งหลายตั้งอิริยาบถตามที่ท่านทั้งหลายต้องการ จะนั่งจะนอนจะยืน จะเดินก็ได้ จริยาใดที่ท่านผู้เฒ่านำมาเล่าตั้งแต่ต้นจนอวสานนี่ผมนำมาเล่าแทนท่าน ความจริงผมขโมยหนังสือท่านมาเล่าให้ฟัง ขอทุกท่านเลือกจริยานั้นปฏิบัติตามอัธยาศัยของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อารมณ์ทรงสมาธิจิต รักษาไว้ให้มาก จะได้มีผลตามที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีความประสงค์ เอาละ สำหรับเวลานี้มองดูเวลาก็หมดแล้ว ขอยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ขอทุกท่านที่สดับแล้วจงได้ บรรลุธรรมตามที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทานแล้วในปัจจุบันฉับพลันเถิด สวัสดี