คำสอนมโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง

ตอนที่ ๑


          การปฏิบัติแบบนี้เป็นการปฏิบัติเต็มกำลังของมโนมยิทธิ คำว่า มโนมยิทธิ แปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ อันนี้ขอให้ทุกคนจำตามนี้นะ เราก็เคยฝึกมาแล้ว ทีนี้แนวปฏิบัติจริง ๆ ท่านบอกว่าต้องเต้น ปึ้บปั้บ ๆ ๆ ไอ้คำว่าเต้นนี่มันเฉพาะคนที่ไม่เคยได้มาในกาลก่อน เป็นคนใหม่ ๆ ถ้าคนที่เคยฝึกครึ่งกำลังมาแล้ว ถ้ากำลังยังทรงตัวอยู่ ถือว่าฌาน ๔ ยังทรงตัวอยู่ ประเภทนี้ไม่เต้น
          เป็นอันว่าทุกคนถ้าเคยฝึกครึ่งกำลังมาแล้ว ก็ใช้คำภาวนาตามเดิมและก็ไม่ต้องรอแสงสว่างนัก
          อันดับแรก ตัดสินใจขอบารมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง เพราะเราเคยได้มาแล้ว ขอให้พระองค์ทรงช่วยให้มีแสงสว่างชัดเจนแจ่มใส แล้วก็เวลาภาวนาก็ใช้พนมมือที่อก ถ้าจิตใจ แจ่มใสดีแล้วก็เอามือวางที่ตักได้
          ก็เป็นอันว่าสำหรับคนเก่าหรือพวกครูนี่ได้อยู่แล้ว ตอนนี้ถ้าจะทำแบบนี้ก็เป็นการเสริมกำลังเดิม ไอ้การไปต่าง ๆ ก็ไปตามทางที่เราเคยไปแล้ว มันไม่ไปไหนหรอก ไอ้นั่นมันไปครึ่งกำลังมันก็เหมือนกับไป เวลากลางคืน บางทีก็เหมือนเวลากลางวัน ไม่แน่นอนนัก มืดบ้าง สว่างบ้าง ถ้าอย่างเต็มกำลังนี่จริง ๆ เหมือนกับตัวเราไปเองชัด
          
แล้วประการที่ ๒ การไปน่ะยังไม่ทิ้งร่างกายตรง เพราะจิตใจที่ไปยังมีอาการโยงกับประสาทตามเดิม ไม่ใช่หลุดไปแล้วทางร่างกายไม่รู้เลย ไอ้แบบหลุดไปแล้วร่างกายไม่รู้เลยมันเป็นโทษมาแล้ว ฉันต้องการวิธีนี้
          สมัยก่อนใช้ลีลาแบบหลุดไปเลย พอใครเขามาถามอะไรเข้าเป็นแบบนั้น เมื่ออยู่ข้างหลังเขาก็ถามอะไรไม่ได้ พอเลิกแล้วมาบอกให้ฟังเขาหาว่าโกหก เขาหาว่าเราหลับตาแกล้งโกหกเขา มันเป็นข่าวมาทีหลัง ไม่พูดกันต่อหน้า และไอ้คนที่รับฟังนั่นไม่ได้พูดเพราะมันตรงตามความเป็นจริง เขามาถามถึงพ่อเขาตาย เราไปก็ไปเจอะพ่อเขาถามว่า
          " คุณเวลาที่ยังไม่ป่วย รูปร่างลักษณะคุณเป็นอย่างไร " ต้องถามแบบนี้นะ ขอดูรูปเขาเสร็จ
          " หลังจากนั้น คุณป่วยใกล้จะตายรูปร่างเป็นอย่างไร "
          ขอดูภาพแล้วก็อาการที่ป่วยจะตาย ไอ้อาการที่ป่วยนี่ไม่แน่ บางทีคนที่มาถามเรามันไม่ตรงกับโรคที่ป่วยเขาเข้าใจ ต้องถามว่า คนที่มาถามนี่เขาเข้าใจว่าคุณเป็นโรคอะไรตาย แล้วอาการตรงไหนที่มันบอกชัด เขาเป็นผีเขาจะรู้ว่าใครเป็นคนมาถาม และ คนนั้นมีความเข้าใจอย่างไร เขาก็บอกมาตรง ๆ ทีนี้ถ้าเราไปเจอะเขาที่สวรรค์หรือนรก ก็ถามว่า เพราะกรรมอะไรที่คุณทำจึงมานรก หรือว่าความดีอะไรที่คุณทำ จึงมาสวรรค์ เขาก็บอกมา บอกขอให้เขาบอกตามที่คนมาถามรู้เรื่อง กลับมาเราก็บอกตามนั้น
          ทีนี้ไอ้คนนั้นนะไม่สงสัย แต่ไอ้เพื่อนที่มาด้วยกลับไป ๆ บอกว่า " จะรู้อะไรวะ นั่งหลับตา ลืมตายังไม่เห็นเลย " ดีไหม มันหาว่าโกหก ฉันก็เลยคิดว่าการอย่างนี้มันเป็นโทษสำหรับคนฟัง แล้วไอ้คนพูดประเภทนั้น ถ้าเราบอกความจริง คนที่พูดมันไม่แคล้วลงนรกแน่ ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้คนลงนรกแต่เราทำสงเคราะห์คนบางคนให้ได้ดี แต่ว่าบางคนต้องลงนรกก็เลยคิดว่า หาทางให้เขาปลอดนรกให้มากดีกว่า ก็เลยไปหาท่าน บอก
          " อยากจะต้องการฝึกแบบนี้เพราะไอ้การไปแล้วนี่จิตกับประสาทยังโยงกันอยู่ "
          ไอ้ตัวนี่ไปสวรรค์ก็ดี ไปนรกก็ดี ไปพรหมก็ดี ไปไหนก็ตาม แต่ว่าสามารถจะถามคนข้างล่างที่ถามถึงร่างกายได้ ท่านบอกว่ามี แล้วท่านก็สอนวิธีนี้ให้ ความรู้นี่ความจริงไม่ได้หามาเอง เป็นของพระพุทธเจ้าตรง
          หลายคนคิดว่าไปแล้วทางด้านกายจะไม่รู้สึก ไอ้ทางนี้ก็ไม่ถือว่าคนปฏิบัติผิด ไอ้คนบอกมันบอกไม่ครบ คนบอกก็บอกไม่ผิด แต่คนบอกไม่ครบ ขอให้จำตามนี้ ไม่ต้องรอแสงสว่าง ถ้ามีแสงสว่างมาก็ไปตามแสงสว่าง ถ้าไม่มีแสงสว่างมาเราจับพระรูปพระโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ชัดเจนแจ่มใสก็พุ่งไปนิพพานเลย และหลังจากนั้นจะสังเกตดูว่า เราเห็นแสงสว่างกว่าเก่าไหม นี่เป็นการเพิ่มกำลังสำหรับ คนเก่า ไม่ต้องรอการเต้นปึ้บปั้บ ๆ นะ ถ้าอยากจะเห็นเต้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่เต้นเราก็เต้นเสียเองหมดเรื่องหมดราว
          สำหรับคนที่ยังไม่เคยได้เลย อันนี้เป็นเอาแน่ คนที่ยังไม่เคยได้เลย ก็ยังไม่มีฌาน ถ้าจิตเริ่มเข้าถึงฌานหยาบจะมีอาการตีอกปั้บ ๆ ๆ มือพนม
          การฝึกแบบนี้มันใหม่จริง ๆ สำหรับวิชานี้ ใหม่สำหรับพระก็ดี ครูผู้ฝึกก็ดี เขายังไม่เข้าใจ พอเอามือตีอกปั้บ ๆ ประเดี๋ยวเดียวจับลงวางเข่า อันนี้ไม่ได้ ฌานเสื่อมทันที ต้องปล่อยให้มันตีอก เมื่อเห็นว่าถ้าขืนปล่อยไปเป็น วัณโรคแน่ อกช้ำ ไอ้ปุ้บ ๆ ๆ คือ กำลังจิต กำลังฌานเขามั่นคง ค่อย ๆ จับมือวางที่ตัก ถ้าวางแล้วไม่นิ่งมันจะตีตักต่อไป ฉะนั้นขอครูผู้ควบคุมให้ปฏิบัติตามนี้นะ สั่นปั้บ ๆ ๆ เดี๋ยวเดียวต้องปล่อยไว้ก่อน อย่าเพิ่งไปจับ จนกระทั่งให้ตีให้หนัก ให้หนักมากจนกระทั่งตัวโยนไปหมด ท่าทางเห็นว่าปล่อยน่ากลัวมันเป็นวัณโรคแน่หว่า อันนี้จับได้จับมาถ้าหากว่ามือวางที่ตักก็หยุด มือไม่ตีตักแสดงว่าจิตเสื่อมไปแล้ว ให้จับพนมมือใหม่
          ตอนนี้สำหรับผู้ปฏิบัติใหม่ก็ไม่มีอะไรมาก เก่าหรือใหม่ก็ตามนะ อันดับแรกก่อนที่จะภาวนาให้ตัดสินใจไว้ตั้งแต่เวลานี้ ไม่ต้องไปรอเวลาอื่น เวลานี้ตัดสินใจไปเลยว่า การเกิดเป็นมนุษย์นี่มันเต็มไปด้วยความทุกข์ หรือการทำมาหากินมันเต็มไปด้วยความเหนื่อยยากไม่สบาย การพบกับคนก็ไม่ใช่ดีเสมอไป บางครั้งก็ยิ้มแย้มแจ่มใสเข้าหากัน บางครั้งก็หน้านิ่วคิ้วขมวด คนที่เราเคยรักบางเวลาก็เป็นศัตรู คนที่เป็นศัตรู บางเวลาก็แสดงความเป็นมิตร ทั้งหมดนี้ไม่มีอะไรจริงจัง เราจะมีความสุขด้วยความเป็นอยู่มากเท่าไรก็ตาม อย่าลืมว่าเราก็แก่ทุกวัน วันเวลาที่ผ่านไปมันก็มากับความแก่ ลมหายใจออกและลมหายใจเข้า ลมหายใจ เข้าเมื่อไหร่มันก็ดึงความแก่มาหาเราเมื่อนั้น เราต้องแก่ตามลมหายใจ ลมหายใจเข้าเพิ่มชีวิตใหม่คือความแก่เข้ามา ลมหายใจออก หายใจออกพ่นความแก่น้อยมันก็ดึงความแก่มากขึ้นมาทุกที รวมความว่าความแก่ เข้ามาถึงเราทุกวันทุกวินาทีขณะที่ทรงตัวอยู่
          เมื่อความแก่เกิดขึ้นเรามีแต่ความทุกข์ และนอกจากนั้น ขณะที่ทรงตัวอยู่ก็มีความป่วยไข้ไม่สบายเป็นปกติ ความทุกข์คืออาการใดที่ต้องทนคือทนในด้านของความที่ไม่ดี พระพุทธเจ้าเรียกว่าทุกข์ ทนกับ เสียงที่พูดจาไม่ชอบใจมันก็ทุกข์ ทนกับอาการป่วยไข้ไม่สบายมันก็ทุกข์ ไอ้ความตายจะเข้ามาถึงมันก็ทุกข์ ก็รวมความว่าไอ้โลกระยำนี่ไม่น่าจะมาอยู่
          ร่างกายเลว ๆ อย่างนี้ไม่ควรจะมีอีก ถ้าชีวิตนี้ร่างกายนี้ต้องพังเมื่อไหร่ ขึ้นชื่อว่าการเกิดเป็นคนไม่มีสำหรับเรา คือในโลกนี้จะเป็นคน จะเป็นสัตว์เราไม่มาอีก ถ้าการเป็นเทวดาหรอืพรหมก็ตามก็ไม่ดีสำหรับเราอีก เราไม่ต้องการมัน คือคำว่าไม่ต้องการมันเพราะอะไร เพราะว่าเป็นเทวดาหรอืพรหมมีความสุขจริง แต่สุขไม่นาน หมดบุญวาสนาก็ต้องกลับมาเกิดใหม่ จุดที่เราต้องการนั่นคือ นิพพาน ขอให้ทุกคนตัดสินใจตามนี้นะ หวังนิพพานโดยเฉพาะ ให้ตัดสินใจไว้ตั้งแต่เวลานี้
          ก็รวมความว่า ทุกคนหวังนิพพานเป็นที่ไป ตั้งใจรังเกียจร่างกาย ร่างกายนอกจากจะแก่ นอกจากจะป่วยทำให้มีความทุกข์แล้ว ร่างกายเราร่างกายคนอื่นเต็มไปด้วยความสกปรกโสโครกไม่น่ารัก ยิ่งนานวันเท่าไร ก็ไม่น่ารักเข้ามาทุกที ในที่สุดมันก็ตาย ตัดสินใจไว้เลยนะ อย่าลืมว่าตัดสินใจอย่างหนักก็คือ โลกนี้ไม่ต้องการมาอีก ร่างกายที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุไฟ อย่างนี้เราไม่ต้องการ มันอีก ความเป็นเทวดาหรือพรหมเราก็ไม่ต้องการ เราต้องการจุดเดียวคือนิพพาน คนใหม่และคนเก่าตั้งใจแบบนี้นะ
          ตอนนี้เวลาปฏิบัติให้ทุกคนเอากระดาษที่เขาเขียนว่า นะ โม พุท ธา ยะ กระดาษนี่อย่านึกว่ากระดาษเป็นของไร้ค่า กระดาษน่ะไม่มีค่าจริง แต่ว่าชื่อพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี่มีความหมายมาก ถ้ากระดาษวางกับพื้นก็แสดงว่าเราเห็นพระพุทธเจ้านั้นต่ำกว่าเรา อย่างนี้ปฏิบัติไม่มีผล พระพุทธเจ้านี่ต้องเทิดทูน ถ้าบังเอิญใครเผลอ ตั้งใจขอขมาท่านเสีย นึกชื่อของท่านทั้ง ๕ พระองค์ ( พระกกุสันโธ , พระโกนาคม , พระพุทธกัสสป , พระสมณโคดม และ พระศรีอาริยเมตไตรย ) เวลาภาวนาจริง ๆ ใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ ในตอนต้นจะยึดคำภาวนา คู่กับลมหายใจได้ แต่ว่าเวลาพอจะเคลื่อนออกจากคำภาวนาจะเร็วขึ้น
          สำหรับคนใหม่ตอนนี้จิตมันจะไม่ยึดลมหายใจเข้าออก นี่ต้องปล่อยมันอย่าไปดึงไว้ คำภาวนาจะเร็วขึ้น ๆ ๆ ตามลำดับ นี่สำหรับคนใหม่นะ ถ้าคำภาวนาเร็วขึ้น ๆ ตามลำดับ อย่าไปเร่งนะ ถ้าไปช่วยมัน เดี๋ยวขาดใจตาย มันจะเร่งของมันเอง
          ต่อมา ตอนนี้มือจะตีหนักขึ้น และอาการสั่นทางมือจะมากขึ้น จนกระทั่งเห็นว่ารัวหนัก ถ้าผู้แนะนำเขามาจับมือลง อันนี้มันจะไม่หยุด มันจะตีเข่าต่อไป
          ถ้าเวลาจะออกจริง ๆ มีอาการต่างกัน บางคนเห็นว่าแสงสว่างพุ่งลงมาจากข้างบน บางคนเห็นแสงสว่างพุ่งขึ้นไปจากข้างล่าง บางคนเห็นแสงสว่างจ้าเฉย ๆ ในอากาศ ตอนนี้ให้ตัดสินใจพุ่งไปตามแสงสว่างและตอนนั้น ขึ้นไปแล้วจะเกิดอาการเวิ้งว้างให้นึกถึงพระพุทธเจ้าทันที แล้วก็ต่อไปถ้าเราตั้งใจจะไปไหน ครูเขาจะสังเกต และครูก็สังเกตดูด้วยนะ ถ้าคนใหม่มันไม่รู้จะไปไหน ถ้าคนใหม่จริง ๆ เขาแนะนำไว้ ถ้าเห็นพระพุทธเจ้า แล้ว ขอให้พระองค์พาไป
          
๑. พระจุฬามณี
          ๒. บันฑุกำพลศิลาอาสน์ ที่พระอินทร์ประทับ และก็
          ๓. แดนพระนิพพาน
          ถ้ายังไม่มีใครมานำ เอา ๓ แดนนี่ก่อน แดนสุดท้ายคือ นิพพานนี่ต้องการมาก
          สำหรับคนเก่าที่เคยทำ เคยได้ เคยรู้ทางมาแล้ว ทางไปก็เหมือนเดิม แต่ว่มันจะมีอาการชัดเจนแจ่มใสกว่าเดิม จึงขอให้ไปตามทางเดิมก่อน ขอให้ทุกคนอย่าลืมใช้คำภาวนาว่า นะมะ พะธะ หายใจเข้า นึกว่า นะมะ หายใจออกนึกว่า พะธะ อย่าลืมว่าลมหายใจอย่าเกาะเกินไป ถ้าเวลามันจะได้ หายใจถี่ มันไม่เกาะลมหายใจ ก็ปล่อยมันเลย อย่าไปห่วงลมหายใจ มันจะเร่งรัดการภาวนาของมันเอง และก็เวลาก่อนจะทำจงอย่าคิดว่าเราอยากได้อย่างนั้น เราอยากได้อย่างนี้นะ ถ้าอยากได้มีอยู่ มันจะไม่ได้ เพราะเป็นนิวรณ์ตัวที่ ๔ สำหรับตัวที่ ๕ คือสงสัยว่าได้หรือไม่ได้ ไอ้นี่ตีเราพัง
          ถ้าไอ้ความรู้สึกและภาพที่เห็นในระหว่างนั้น มีอะไรเกิดขึ้นให้เชื่อว่านี่เป็นความจริง ถ้าสงสัยกิเลสตัวที่ ๕ นี่มันเข้ามาแทรก เลิกสงสัย
          และอีกประการหนึ่ง คือ คนที่กลัวตาย เวลาออกไปแล้ว กลัวตายก็ไม่น่าจะปฏิบัติ มีคนออกไปกลัวตาย อันนี้ควรจะกลับบ้านดีกว่า เพราะการปฏิบัติกรรมฐานนี่อย่างเลวที่สุดถ้าตายระหว่างนี้ ระหว่างนี้ถึงแม้ว่า เราจะยังไม่มีทิพจักขุญาณยังไม่ได้อะไรก็ตาม ระหว่างนี้จิตเป็นกุศล ถ้าตายระหว่างนี้อย่างเลวคือไปสวรรค์แน่ ถ้ามีความมั่นคงของจิตก็ไปพรหมแน่ ถ้าบังเอิญกำลังพูดอยู่นี้จิตเกิดเบื่อร่างกาย เบื่อโลกนี้ ขึ้นมา ถ้าตายเวลานี้ก็ไปนิพพานแน่ ในเมื่อถ้าตายเวลานี้มันดีแบบนี้ ทำไมต้องมานั่งกลัวตายเวลาจะออกไป อันนี้ก็มีอยู่ เรื่องกฎของกรรมเราปฏิเสธกันไม่ได้
          ต่อไปนี้ก็ให้ขอให้ทุกคนตั้งใจสมาทานกรรมฐานนะ ก่อนจะสมาทานก็นมัสการพระรัตนตรัยก่อน สำหรับคนมาใหม่เวลาที่เริ่มหลับตาภาวนา เขาจะมีน้ำมนต์ไปพรมและตอนเลิกนี่ต้องพรมน้ำมนต์ ก่อนจึงค่อยลุกจากที่นะ และก็หลังจากนั้นจะมีพระเอาไม้ไปแตะที่ศีรษะ ไม้นี่เป็นไม้เสกที่พระพุทธเจ้ทำให้เพื่อช่วยให้แสงสว่าง ท่านจะใช้คาถา นะ โม พุท ธา ยะ คือ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า ช่วยให้เกิดแสงสว่างและได้รวดเร็ว ตอนนั้นอย่าตกใจ ทำเฉย ๆ ท่านจะมาดึงอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เรามีหน้าที่อย่างเดียว คือ ภาวนาอย่างนี้จะมีผลในวันนี้

( คำว่า กระดาษปิดหน้าก้ไม่ควรจะเรียกว่า หน้ากาก หน้ากากมันเป็นเครื่องแบบผีหรือว่าลิเกเขา กระดาษเขาเขียนชื่อพระพุทธเจ้าว่า นะ โม พุท ธา ยะ ควรจะเรียกชื่อว่า "พระเจ้า ๕ พระองค์" ใช้คำว่า "หน้ากาก" นี่ไม่ถูกนะ ใช้ศัพท์ไม่ถูกนะ )

( คัดลอกจากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๕๗ )

ตอนที่ ๒

          สำหรับการปฏิบัติ ทุกคนใช้คำภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ เหมือนเดิม ท่านมีกระดาษเอากระดาษปิดไว้ที่ลูกตาแล้วก็พนมมือ ทีนี้เวลาที่จะได้หรือไม่ได้ให้สังเกต ถ้ามือมันจะสั่น ร่างกายจะสั่นก็ปล่อยไป อย่าไปฝืนนะ ถ้าอาการสั่นมากเพียงใดก็แสดงว่า สมาธิเริ่มเข้าจุด เพราะอย่างนี้เป็นการฝึกเต็มกำลัง และก็จะไม่มีครูเข้าไปจ้ำจี้จ้ำไชสอนเหมือนฝึกครึ่งกำลัง เวลานี้ทุกคนต้องช่วยตัวเอง
          อันดับแรก ขอให้ทุกคนก่อนที่จะภาวนาให้นึกถึงบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อน หลังจากนั้นก็นึกถึงพระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ทั้งหมด เทวดาหรือพรหม ขอให้ช่วย และก็ ตัดสินใจว่า ขึ้นชื่อว่าเกิดเป็นมนุษย์มันเต็มไปด้วยความทุกข์ เราเกิดมานี่เราไม่มีความสุข ตั้งแต่วันเกิดถึงวันตายเราไม่มีความสุข ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไรไม่ขอเกิดอีก และก็ไม่ต้องการเป็นเทวดาหรือพรหม เราก็ต้องมาเกิดใหม่ ต้องการไปนิพพานจุดเดียว หลังจากนั้นทุกคนก็ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ
          เวลาภาวนาให้ว่าตามสบาย ไม่ต้องยึดลมหายใจเข้าออก แบบนี้ไม่ต้องยึดถือลมหายใจเข้าออก ปล่อยธรรมดาไปเลย ถ้าไปยึดลมหายใจเข้าออกแล้วจะไม่ไป หลุดไปไม่ได้ ลมหายใจมันดึง ภาวนาว่า นะ มะ พะ ธะ ไปเฉย ๆ ตามแบบสบาย ๆ บางคนว่าไป ๆ มันจะเคลื่อนไปเอง บางคนพอว่าไปเข้ามันจะสั่นหนักเข้า ๆ
          ทีนี้ถ้าเอาอาการสั่นเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้มันสั่น อย่าไปฝืน เพราะว่าแบบนี้ต้องทำถึงฌาน ๔ ถ้าไม่ถึงฌาน ๔ ไปไม่ได้ ไปแบบเต็มกำลัง แบบที่เราฝึกครึ่งกำลังนะแค่อุปจารสมาธิ ไม่ถึงปฐมฌานขั้นต้น เวลาจะไปจริง ๆ ก็เป็นฌาน ๔ เหมือนกัน ฌาน ๔ ละเอียด แบบนี้จะออกได้จากฌาน ๔ หยาบก่อน ฌาน ๔ หยายเป็นการแสดงทางกาย มันจะเต้นปึ้บปั้บ ๆ ท่าทางเป็นช่างไรก็ช่างหัวมัน เรื่องร่างกายอย่าไปสนใจ สนใจอย่างเดียว คือ ผลได้หรือไม่ได้
          
ต่อไปถ้าเราทำได้แล้ว ไปบ้านต้องฝึกฝนไว้เสมอ แล้วถ้าจิตถึงฌาน ๔ ละเอียด อาการต่าง ๆ จะไม่มีเลย จะเงียบ แต่ไอ้การออกได้นี้จะมีอาการชัดเจนแจ่มใสมาก
          ถ้าเราจะไปได้หรือไม่ได้ ให้สังเกตตามนี้ คือว่า เวลาภาวนาไป ๆ จะมีแสงสว่าง แสงสว่างนี้จะบอกว่าจิตเราเข้าถึงระดับหรอืไม่ ถ้ามีแสงสว่างพุ่งจากข้างบนก็ดี หรือว่าแสงสว่างพุ่งจากกายข้างล่างขึ้นไปก็ดี หรือแสงสว่างปรากฏเฉย ๆ ก็ดี มันมีได้หลายแบบ เมื่อแสงสว่างปรากฏเต็มที่ ให้พุ่งจิตออกตามแสงสว่าง เพียงเท่านี้จิตจะเคลื่อนออกจากกายทันที ออกไปแล้วถ้ารู้สึกว่าเวิ้งว้างไม่รู้จะนึกถึงใคร ไปไหนไม่ถูก ถ้าคนที่เคยได้ครึ่งกำลังมาก่อนหรือยังไม่ได้ก็ตาม ให้ตั้งใจนึกถึงพระพุทธเจ้าก่อนเพื่อน ขอพระพุทธเจ้าทรงโปรด ถ้าเราจะไปไหนก็ตั้งใจไปตามทางที่เราเคยไป ไอ้ทางที่จะไปฝึกครึ่งกำลังหรือเต็มกำลัง มันทางเดียวกัน แต่ว่าทำแบบนี้มันใสสว่างกว่ามาก ไปเต็มกำลังตัว หรือ ถ้าหากว่าเรานึกถึงพระพุทธเจ้าไม่ได้ บางคนเคยทำได้ เป็นลูกแม่ก็นึกถึงแม่ไว้ก่อนก็ได้ ขอให้ท่านมาช่วย แม่ก็คือเป็นพระอรหันต์นั่นเอง ท่านเป็น พระอรหันต์ และเวลาออกไปแล้วปั๊บจะเห็นท่าน เราจะไปทางไหนก็ว่ากันไป
          ทีนี้ วิธีปฏิบัติ อันดับแรก จะให้พระเอาน้ำมนต์ไปพรม เพราะแบบนี้ต้องพรมน้ำมนต์ เวลาเลิกแล้วก็ต้องพรมน้ำมนต์ น้ำมนต์นี่กัน ๒ อย่าง คือ กันอารมณ์เฝือ กับ กันผีแทรก และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่ถูกเรื่องไสยศาสตร์มาแล้ว ไสยศาสตร์ที่หนักสุดที่เขากลัวกันก็คือ เรื่องของน้ำมันพราย น้ำมันพรายนี่มีสภาพรักษาไม่หาย ถ้าหมอผู้รักษา รักษาไปทำท่าว่าจะหาย กลับไปบ้านกินอะไรผสมน้ำมัน จะเป็นน้ำมันทิพย์หรือน้ำมันไม่ทิพย์ก็ตาม น้ำมันหมู น้ำมันหมา น้ำมันอะไรก็ตาม น้ำมันพรายจะเกิดขึ้นใหม่ นี่มันติดกระดูกและก็จะทำลายร่างกายเราทรุดโทรมป่วยหนัก รักษาใหม่หายแล้วก็ไปกระทบใหม่แบบนั้น คือ ไสยศาสตร์ที่กลัวกันมากจริง ๆ ก็น้ำมันพราย
          แต่ว่าเมื่อปี ๐๘ ที่วัดสะพานปรากฏว่ามีคนถูกน้ำมันพรายอย่างหนัก วันแรกเธอทำก็ดิ้นปุ้บปั้บ ๆ ๆ มันเป็นฤดูหนาว คนอื่นเขาไม่มีเหงื่อ เห็นแกมีเหงื่อคนเดียว พอตอนเลิกแล้วไปดู แทนที่จะเป็นเหงื่อ มันเป็นน้ำมันคล้ายน้ำมันหมู เปื้อนจากเสื้อไปถึงผ้าทั้งตัว แล้วก็ไปดูที่พื้นกระดาน ที่พื้นที่นั่งเป็นน้ำมันคล้ายน้ำมันหมูราด พอวันที่ ๒ น้ำมันมีซึมออกมาเล็กน้อย จางเต็มที วันที่ ๓ อาจจะมีบ้างแต่ไม่รู้สึกว่ามี ตอนนี้พอวันที่ ๔ ก็เลยทำได้ น้ำมันหมดไป ไปถามพระอาจารย์ผู้รักษาคือ หลวงพ่อสำเภา ท่านบอก "อีนี่มันโดนน้ำมันพราย มันรักษากับผม มาครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๓" เป็นอันว่าโรคน้ำมันพรายนี่ เขารักษาหาย และ โรคไสยศาสตร์ทั้งหมด ถ้าเรามีความมั่นใจ ถ้าใครมีโรคไสยศาสตร์ในกาย อันนี้หายแน่
          เวลาที่เริ่มทำ พอบอกว่าเริ่มทำเมื่อสมาทานแล้ว ไหว้พระสวดมนต์เสร็จ สมาทานแล้วก็ทุกคนมีกระดาษ เอากระดาษปิดหน้า กระดาษนี่เขาเขียนว่า นะ โม พุท ธา ยะ หมายถึง พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นะ เมื่อกี้นี้เดินมา เห็นวางที่พื้นเป็นแถว อันนี้ก็เสร็จ ปรามาสพระพุทธเจ้า เดี๋ยวขอขมาท่านนะ เป็นการปรามาสพระพุทธเจ้า นี่ผลมันเกิดน้อย อันนี้ต้องระมัดระวัง อย่าสักแต่ว่าทำ เพราะเราต้องการผลดี ชื่อของพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี่เราก็ต้องนอบน้อมในท่าน ต้องเทิดไว้ในที่สูง แต่ว่าทำเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ท่านอาจจะให้อภัย แต่ก็ต้องตั้งใจขอขมาท่านเสีย ไม่อย่างนั้นผลการปฏิบัติจะไม่มีผล ก็เป็นอันว่า ต้องระมัดระวังให้มาก อย่าปรามาสพระพุทธเจ้า เวลาเลิกแล้วก็ตามอย่าวางข้างล่าง ถือไว้ แล้วก็พระท่านจะมีขันหรือพาน ก็มาวางไว้บนขันบนพาน ให้ถือว่า นั่นเป็นชื่อพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า อะไรก็ช่างเถอะ ต้องยอมรับนับถือด้วยความเคารพ ถ้าเราไม่เคารพในพระพุทธเจ้า อะไรที่พระพุทธเจ้าให้เรา เราจะได้อย่างไร มันไม่ได้ นี่ต้องระวัง
          เริ่มต้น พระจะพรมน้ำมนต์ และหลังจากนั้นจะมีพระเอาไม้เลี่ยมแล้วไปแตะที่ศีรษะเบา ๆ ก็มีคาถาช่วย เราก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ ภาวนาไปเรื่อย เราก็ว่า นะ มะ พะ ธะ ไปเรื่อย มันจะสั่นก็สั่น ไม่สั่นก็แล้วไป ถ้ามันสั่นอย่ายั้งไว้และพร้อม ๆ กันนั้น ก็จะมีคนหรือพระ เอาไฟฉายเข้าไปฉายช่วยแสงสว่าง การฉายไฟเขาก็มีคาถาช่วย ไม่ใช่ฉายเล่นโก้ ๆ เป็นการช่วยแสงสว่าง ร่างกายจะสั่น ปล่อยให้สั่น อย่ายั้งนะ มันจะไปได้หรือไม่ได้ก็อีตรงที่สั่นกันนั่นแหล่ะ ถ้าแกล้งสั่นมันก็ไปไม่ได้ ถ้าสั่นน้อยกำลังไม่พอก็ไปไม่ได้ ถ้าสั่นมาก สำหรับผู้หญิงจะมีผู้หญิงมาช่วยจับมือวางที่ตัก ไม่อย่างนั้นก็ตีหน้าอกแรง หมอรักษาวัณโรค จะรวยใช่ไหม ตีหน้าอกแรง ๆ แต่ต้องปล่ยให้สั่นให้แรงก่อนนะ ถ้าไม่แรงถ้าวางที่ตักหยุดต้องยกมือขึ้นพนมใหม่ ถ้ากำลังจิตเป็นฌานทรงตัวเขาจับมือวางที่ตักนี่มันจะหยุด มือก็จะตีเข่า ก็จะแสดงสัญลักษณ์ออก ถ้าเดินเร็วมันก็ตีเร็ว ถ้าเดินช้าก็ตีช้า นี่เป็นสัญลักษณ์ของคนที่ได้ฌานอย่างหยาบ ถ้าทำเรื่อย ๆ ไป พอจิตละเอียด อาการแบบนี้ไม่มีละ จะเงียบฉี่ตามเดิม
          และไอ้การไปนี่ชัดเจนแจ่มใสมาก ถ้าคนที่ตัดสินใจถือเอาพระนิพพานเป็นที่ไป อย่าลืมนะ ตอนที่นั่งฟังพูดนี่ก็นึกไปเลย ก็ได้ขึ้นชื่อว่า การเกิดเป็นคนหรือเป็นมนุษย์นี่มันทุกข์ เรามีการเหนื่อยยากด้วยประการทั้งปวง ก็ไม่น่าจะอธิบาย ถ้าคนเราไม่รู้จักทุกข์ก็ไม่น่าจะปฏิบัติกรรมฐาน ให้รู้ว่าเราเกิดมานี่มีแต่ความเหน็ดเหนื่อย มันทุกข์ เป็นคน ไม่ดี เป็นเทวดาหรือพรหมเป็นสุขจริง แต่สุขไม่นาน ไม่ดี หมดบุญจากเทวดาหรือพรหม ก็ต้องมาเกิดเป็นคนอีก แต่บางรายก็ไม่เกิดเป็นคน โดดลงนรกไปเลย จุดที่เราต้องการจริง ๆ คือ นิพพาน ให้ตัดสินใจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปว่า การทำความดีวันนี้ เราต้องการจุดเดียวคือนิพพาน ถ้าร่างกายนี้พังเมื่อไร เราจะไปนิพพานจุดเดียว เพียงเท่านี้ทุกคนออกไปได้ กำลังใจสะอาดจากกิเลส สะอาดมากและจะมีความสว่างไสวคล้ายพระอาทิตยืเวลาเที่ยง การพบกับเทวดาหรือพรหมหรือกับใครก็ตาม จะเหมือนกับเวลาพระอาทิตย์เที่ยง เรานั่งกลางแจ้งเห็นกัน นี่ความสว่าง ๆ แบบนี้นะ
          ถ้าเป็นนักเรียนนักศึกษา หรือข้าราชการที่ยังต้องสอบต่อไป ถ้าทำให้คล่องแล้ว ไม่ใช่ทำได้ไปถึงบ้านแล้วก็ทิ้ง อันนี้ช่วยกันไม่ได้ พ่อแม่ถือว่าเป็นผู้ให้สมบัติ พ่อแม่คือพระพุทธเจ้า ถ้าลูกไม่รู้จักคุณค่าของสมบัติ เป็นเรื่องของลูก พ่อแม่จะตามไปช่วยทำมาหากินถึงบ้านมันเป็นไปไม่ได้ ไปถึงแล้วฝึกฝนทำทุกวัน อย่างน้อยที่สุดวันละ ๒ ครั้ง ก่อนหลับและตื่นใหม่ ๆ เวลาทำไม่ต้องนั่งละ เขาไม่ได้ห้าม ให้จิตมันแจ่มใสถึงคล่อง คิดว่าต้องการเมื่อไร ได้เมื่อนั้นทันที ถ้าแบบนี้คนที่มีการงานต่าง ๆ และผู้ต้องการสอบ ประโยชน์มีมาก
          นักเรียนหรือนักศึกษาที่จะสอบก็รู้ข้อสอบก่อนว่า ข้อสอบเขาจะออกว่าอย่างไร ตอบว่าอย่างไรรู้หมด เขาไม่ทันออก ปีหน้าเขาจะออกอย่างไร ปีนี้มันรู้แล้ว อีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า เขาจะออกอย่างไร ปีนี้มันรู้แล้ว นี่คล่องนะ
          ทีนี้ผู้ที่ทำมาหากิน ทำอะไรจะดี ก็เป็นฌานอันเดียวกัน ที่เรียกว่า อนาคตังสญาณ อันนี้เขาจะบอกเสร็จว่าทำอะไรดี จะหาอะไรกิน ได้กำไร ไม่ได้กำไร ถ้ามีความจำเป็น ต้องหากินแบบนี้ ข้างหน้าจะไปถึงไหน จะจอดไม่ต้องแจวหรือแจวไม่ต้องจอด หรือว่า แจว ๆ จอด ๆ เป็นไงแจว ๆ จอด ๆ ขายของเราเขาเรียกว่าก็จอดน่ะซิ แจวไม่ต้องจอดก็อดตายเหมือนกัน จอดไม่ต้องแจวก็อดตาย ก็รวมความว่า เราก็รู้ผลข้างหน้าว่าเราจะดีหรือจะเลว จะรวยหรือไม่รวย มันรู้ได้ทุกอย่าง นี่หมายความว่านอกจากเรื่องของสวรรค์ นิพพานนะ
          ทุกคนที่มานี่ขอให้ตั้งใจจริง อย่าลืมคำว่าบารมี แปลว่ากำลังใจ ไอ้กำลังใจตัวนี้ อย่าคบนิวรณ์ ๕ ประการ เข้ามาใช้เวลาปฏิบัติอยู่ ถ้านิวรณ์ ๕ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามากวนในเวลานี้ ผลการปฏิบัติ แม้แต่นิดหนึ่งจะไม่มีเลย นิวรณ์ ๕ ประการก็คือ
          
ข้อที่ ๑ ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ เวลานี้โยนทิ้งไปชั่วขณะหนึ่ง เวลาที่เรานั่งอยู่นี่นิวรณ์นี่ตัดไม่ได้แน่ แต่เราพักมันไว้ชั่วคราว พักแค่ขณะที่เราจะทำ
          
ข้อที่ ๒ อารมณ์ไม่พอใจ นี่ผู้ถือตัวถือตนระวังนะ ถ้าเอาอะไรไปแตะที่ศีรษะบ้าง เอาไฟไปฉายข้างหน้าบ้างเกิดไม่พอใจขึ้นมาอย่างนี้ไม่มีทางจะได้หรอก นี่เขาทำเพื่อผลของเรา เขาไม่ได้ไปเบ่ง ไอ้งานคนที่ไปทำมันเมื่อยไม่ได้ค่าจ้างหรอก เขาต้องเหนื่อยเขาต้องเมื่อย เขาจะนั่งสบาย ๆ เขาไม่ได้นั่ง เราจะคิดว่าเพื่อความหวังดีกับเรา เรามีหน้าที่ภาวนาเราก็ภาวนามันเรื่อยไป
          
ข้อที่ ๓ ความง่วง
          
ข้อที่ ๔ จิตฟุ้งซ่านเกินไป อยากได้อย่างนั้น อยากได้อย่างนี้ ไอ้นั่นถ้าทำได้นะ เสียงมันดังแน่ คนรำคาญในเสียงก็ไม่มีทาง เขาฝึกที่วัดสะพาน ไอ้รถแทร็คเต้อร์ ๕ คัน มันมาซ่อมข้างโบสถ์ ตีเป้งป้าง ๆ พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องเขาก็ทำกันได้
          
ข้อที่ ๕ คือ สงสัย ออกไปแล้วปุ๊บปั๊บอย่างนี้ เกิดสงสัยว่าใช่หรือไม่ใช่นี่พังเลย ให้เชื่อมั่นในอารมณ์จิตว่า เวลานี้จิตเป็นทิพย์ ทุกอย่างถูกต้องหมด
          
ผู้ที่ได้ครึ่งกำลังแล้ว ไปตามทางที่รู้ มันไปทางเดียวกันนั่นแหล่ะ ไม่มีอะไรมากกว่า การฝึกแบบนี้
          
๑. ไปสุดตัว
          
๒. ชัดเจนแจ่มใส
          
๓. คุยกับเทวดาหรือพรหมก็เหมือนคุยกับพรหมนะ ชัดมาก
          
ระวังให้ดีนะ อาจจะมียักษ์ขวาง ไม่ใครก็ใครล่ะ ระวังนะ พวกรุ่นพี่ที่แกสนุก ๆ น่ะมีมาก ที่ต้องระวังให้มากก็คือ พรทิพย์กับพวงทิพย์ และก็มเหสักขา ไอ้น้อง ๆ ที่น่ารัก ดีไม่ดีก็ทำเป็นยักษ์ แยกเขี้ยวหลอก ถ้าขึ้นไปถือว่ายักษ์บนสวรรค์ไม่มี แยกเขี้ยวก็บอกแยกก็แยกไป ข้าไม่แยกละ แกกลัวเมื่อยปากเดี๋ยวก็เลิก บอกยักษ์ข้าไม่กลัวล่ะใช่ไหม ถ้าจะมีอะไรก็ตามเราตัดสินใจว่า เขตนี้ไม่มียักษ์ไม่มีผี เขามาท่าไหน ก็ตาม เรานึกถึงพระพุทธเจ้าอย่างเดียว และใครเป็นลูกแม่ก็นึกถึงแม่ ใครเป็นน้องของพี่ นึกถึงพี่ อย่างเกศแก้วมณี พรสวรรค์ มเหสักขา พรทิพย์ พวงทิพย์ นี่เขาเก่งมาก นึกไว้ก่อนก็ได้ ถ้าเผอิญได้ขอให้ มาช่วยนำไปเท่านี้นะ หรือนึกถึงแม่ด้วย นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย เท่านี้พอขยับตัวได้ปั๊บ ก็เห็นเต็มอัตราแล้ว ไปไหนก็ไปกัน เวลาไปแล้ว ถ้าคนนำเขาถาม ให้ตอบมาตรง ๆ
          
อย่าลืมนะ คนนำ อย่าถามนำหน้า เห็นอย่างนั้นใช่ไหม เห็นอย่างนี้ใช่ไหม รูปร่างแบบนั้นใช่ไหม รูปร่างแบบนี้ใช่ไหม แบบเต็มกำลังหรือครึ่งกำลังก็ตาม นี่ห้ามทำแบบนี้เด็ดขาด มันผิด ถ้าคนที่มีปัญญา บางทีเขาเห็นจริง เขารู้จริง เขาเลยคิดว่าเป็นอุปทาน รู้ตามคำนำของคนสอน นึกไปตาม อันนี้ผิดมาก แต่ว่าวิธีทำแบบนี้ไม่ใช่อารมณ์นึกหรอก มันชัดเจนมากนะ

( คัดลอกจากธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๕๘ )