วันนี้วันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 เห็นร่างกายพอมีแรงบ้าง หลังจากที่มันทำท่าจะพังมาประมาณ 4 เดือนเศษ เมื่อมันกลับฟื้นคืนสภาพมาเกือบจะปกติ เวลาพอมีว่าง เพราะตัดสินใจว่า นับแต่นี้ไปจะทำตนเป็นคนที่ไม่มีพันธะผูกพัน หมดหนี้จากงานก่อสร้าง หมดหนี้จากกิเลสตัณหา คือตัดความทะเยอทะยาน ใด ๆ ทั้งสิ้น ตั้งท่ารอความตายที่แท้จริงจะมาถึง วางภาระเสียให้หมด เวลาตายจะได้ตายอย่างคนไม่มีห่วง งานที่จะทำต่อไปและทำจนสิ้นลมปราณก็คือ รักษาสมณธรรมของพระพุทธเจ้าไว้ด้วยชีวิต แนะนำศิษย์ด้วยธรรมชั้นสูง งานนี้แม้ไม่มีใครจ้างก็ทำ จะทำตนเป็นคนมีงานอย่างเดียว งานประเภทอื่นถ้าจะพึงมี เช่น งานก่อสร้าง ก็จะทำประเภทถึงช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ใครให้ทุนก็ทำหรือชอบใจก็ทำ ไม่ชอบใจไม่ทำ เพราะงานอดิเรกอย่างนี้ ทำมาแล้วหลายสิบล้านบาท เป็นผลสำหรับกามาวจรสวรรค์ งานประเภทนี้มากเพียงพอหรือเกินพอแล้ว งานด้านที่สูงกว่านั้นนิดหนึ่ง คือ งานด้านสังคมสงเคราะห์ ส่วนวัสดุก็ให้มาแล้ว มีจำนวนเงินนับล้าน งานด้านศีลธรรมก็ทำเอง และสงเคราะห์มาเกินความจำเป็น งานด้านรักษาอารมณ์ ก็ทำมาแล้วเกิน 30 ปี เห็นว่างานทุกประเภทที่พระสงฆ์ชั้นสวะอย่างผู้เขียนจะพึงทำ ทำมาพอแล้ว ดูเหมือนจะเกินไปเสียด้วย เมื่อรู้ตัวว่าพอก็จะเลิกสนใจ งานประเภทใดที่ล่วงสมณธรรมจะตัดให้หมด คนเลวจะเลิกสังคม เมื่อจะตาย จะมัวอาลัยกับคนและสัตว์ ตลอดจนสิ่งไม่มีชีวิต ความหลงว่าอะไร ๆ เป็นของเรา เป็นความฉลาดของคนที่คิดว่าตนจะไม่ตาย สำหรับคนที่รู้ตัวว่าตนเองจะตาย จะมีอะไรเหลือไว้อีก สำหรับทรัพย์สิน ตัดใจแล้ว ตายเมื่อไรก็สบายใจ หมดทุกข์ หมดกังวล
เขียนเรื่องตัวเอง
หนังสือนี้ไม่ใช่ตำรา สำนวนที่เขียนก็ไม่ได้อิงสำนวนตำรา เป็นหนังสือคุยกับเด็ก การพูดกับเด็ก พูดภาษาตำราเด็กฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อท่านอ่านแล้ว จงอย่าเอาไปเป็นตำรา เพราะเป็นมุมหนึ่งของชีวิตเมื่อตายเท่านั้น การตายของแต่ละคนจะเอาสิ่งที่ตนพบเห็นหรือได้มาจะให้เหมือนกันทุกคนไม่ได้ ด้วยสิ่งที่พบเห็นหรือได้มา จะได้หรือจะพบตามกำลังความดีที่ตนทำไว้ ในส่วนกามาวจรสวรรค์ คือสวรรค์ 6 ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราช ชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิมมิตวสวัสดี รวม 6 ชั้น เป็นที่อยู่ของอากาศเทวดา หรือพรหมอีก 20 ชั้น หรือที่ต่ำลงมา ได้แก่ ภูมิเทวดาหรือรุกขเทวดา หรืออบายภูมิ 4 มีนรก เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน ท่านที่ตายแล้วไปพบ จะพบแต่ภูมิที่ตนมีส่วนความดีหรือความชั่ว เข้าถึงเท่านั้น ส่วนอื่นที่มิใช่วิสัยของตนจะเข้าถึง จะพบไม่ได้ และแต่ละภูมิ แต่ละชั้น มีความเป็นอยู่ ความสุข กิจการงานที่ปฏิบัติ ก็ไม่เหมือนกันเสมอไป เว้นไว้แต่พระนิพพานที่ใคร ๆ ก็มีสภาวะเหมือนกัน เมื่อท่านผู้นั้นเข้าถึงพระนิพพาน ความแตกต่างกันไม่มี เมื่อท่านอ่านหนังสือนี้แล้ว จงอย่าเอาเรื่องในหนังสือนี้ไปเถียงกับคนอื่นที่มีความเห็นไม่ตรงกับหนังสือนี้ ด้วยไม่ประสงค์ให้เป็นตำรา เพียงเล่าเรื่องที่เคยตายและสิ่งที่พบมาของมนุษย์ชั้นเลวคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าท่านยึดเอาเป็นตำราก็จะกลายเป็นสร้างระบบศาสนาขึ้นแข่งขันกับพระพุทธเจ้า ด้วยความรู้ทั่วไปทุกภพ พระพุทธเจ้าท่านรู้จริง รู้ตรง และกล่าวสอนไว้ครบแล้ว เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งจึงจะถูก อย่าเอาของหลวงตาเลว ๆ องค์หนึ่งที่มีความดีไม่เท่าหนึ่งในหลายพันล้านของพระพุทธเจ้าไปเป็นสรณะเลย จะกลายเป็นสหายของท่านเทวทัตไป
เรื่องที่เขียนนี้เป็นการเขียนแก้ว่าง และเล่าเรื่องของตนเองก่อนสิ้นลมปราณ เห็นว่าจะดีกว่าคนอื่นเขียนเมื่อสิ้นลมปราณแล้ว เพราะคนอื่นที่เขียน เขาก็จะเลือกเขียนแต่ที่ตอนดี ตอนใดที่เลวเขาไม่กล้าเขียน ถ้าขืนเขียน ชาวบ้านชาวเมืองจะหาว่ากลั่นแกล้งคนตาย เมื่อไม่เขียน เปรตก็จะกลายเป็นเทวดาไปหมด เห็นว่าไม่ถูก ความดีความชั่ว ใครจะรู้เรื่องของใครแน่นอน เมื่อเห็นว่าเขียนเองดีกว่า เขียนได้สบาย จะด่าจะประจานตนเองอย่างไรก็ได้ ชาวบ้านไม่เกี่ยว และเขียนได้ละเอียดดีกว่าคนไม่รู้ความจริงเขียน แม้แต่ เจ้าของเรื่องเขียน เรื่องของตนเอง ก็เขียนให้ครบไม่ได้ ด้วยจำไม่ได้ทั้งหมด แล้วใครที่ไหนเล่าจะมานั่งบรรยายเรื่องของคนที่ตายไปแล้วให้ครบถ้วน เรื่องของเรื่องก็เป็นอันว่าคนที่เขียนแทนเมื่อตายแล้วเป็น นักยกเมฆเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เลือกยกเอาแต่ตอนที่ดีหรือเห็นว่าดี เมื่อพูดกันตามประสาชาวบ้านก็ต้องพูดว่าเขียนโกหกกันไม่น้อยกว่า 80% สู้เขียนเองไม่ได้ การเขียนเริ่มวันนี้มันจะจบเมื่อไรก็ช่างมัน มีแรงก็เขียน ไม่มีแรงก็นอน จะจบก่อนตายหรือตายก่อนจบก็ตามใจ
ตายครั้งที่ 1
เรื่องตายนี้ ตายมาหลายครั้ง ไม่ใช่ลองตายหรืออยากตาย มันตายเอง ตายแล้วก็กลับฟื้น การตายทุกครั้งตายด้วยโรคทางเดินอาหารไม่ดี โรคท้องผุ หรือกระเพาะลำไส้ผุ มาพูดเรื่องตายเลยดีกว่า ประวัติดั้งเดิมการเขียน เขียนไปมันก็ไม่พ้นเรื่องของคนตาย จะเป็นเทวดาระดับไหนก็ตาย ลงเกิดมาเดินดินกินข้าว หรือกินขนมปัง กินถั่ว กินงาอะไรก็ตาม มันก็เจ๊งกันตอนตายเหมือนกันหมด อย่าเอาเลวมาเขียนให้เป็น ดีเลย ถ้าดีจริงแล้ว ไม่มีใครมาเกิดเป็นเทวดาหรือพรหม หรือเข้านิพพานสบายกว่าแยะ เมื่อเกิดมาเพื่อ แก่เจ็บตายเหมือนกันก็ยังจะมาเขียนประวัติโกหกชาวบ้าน ว่าดีอย่างนั้นดีอย่างนี้ จะเอาประโยชน์ตรงไหน โกหกเท่าไร ถ้าเราทำเลวมันก็ไม่ดีขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราทำดี ใครจะประณามอย่างไรมันก็ไม่เลว เลิกโกหกกันดีกว่า หรือใครจะโกหกต่อไปก็ตามใจไม่ขัดคอใคร
การตายครั้งที่ 1 เป็นการตายเมื่อวัยเด็ก อายุ 12 ปี เคยบอกกับใครต่อใครว่าอายุ 17 ปีมาก่อน นั่นเป็นเรื่องของคนที่จำประวัติตนเองไม่ได้ เมื่อเขียนนี้ ท่านแม่มาบอกจึงทราบชัดว่าการตายครั้งแรกไม่ใช่อายุ 17 ปี ตายเมื่ออายุ 12 ปี ด้วยโรคอหิวาตกโรค โรคนี้แปลตามศัพท์แปลว่า โรคลมที่มีพิษเหมือนพิษงู ก่อนตาย ตอนป่วยก่อนวันตาย 1 วัน ตอนนั้นอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต.สาลี อ.บางปลาม้า ตอนบ่ายก่อนวันตาย นักเลงสุราเขาหาหอยโข่งมาพล่ากินกับเหล้า เมื่อเขาทำเสร็จ ก็เข้าวงเหล้ากับเขา แต่ทว่าไม่ได้กินเหล้า ชอบกินหอยโข่งพล่า เนื้อมันอร่อยมาก เขาพล่าแบบขี้เมา กินเสียจนอิ่มเต็มอัตราศึก เมื่ออิ่มแล้วก็ออกวิ่งเล่น มันไม่มีอะไรแสดงว่าท้องจะเสีย แต่ทว่าขณะนั้นชาวบ้านกำลังตายด้วยอหิวาต์กันเกลื่อน พระพบคนตายเป็นปกติประจำวัน ด้วยเมื่ออหิวาต์เกิด หมอมีกำลังอ่อนกว่าโรค โรคก็เลยครองเมือง ชอบใจคนไหนก็ยึดคนนั้นได้ตามชอบใจ กลางคืนหาคนเดินเที่ยวเตร่กันไม่ได้ ตำบลนั้นและตำบลใกล้เคียงเงียบสงัด หนุ่มสาวที่เคยหิวรัก ปกติตอนเย็นเมื่อว่างงานเห็นเดินไปมาหาสู่กันตามปกติ แต่ตอนที่เทวดาอหิวาต์มาและคนตายมาก ๆ เข้า หาหนุ่มสาวหิวรักเดินไม่ได้เลย กลางคืนเงียบและรู้สึกเยือกเย็นอย่างไรชอบกล สุนัขหอนตั้งแต่ตอนค่ำเกือบตลอดแจ้ง คนในบ้านใกล้เคียงต่างเกรงความตายทั่วกัน ตอนนั้นพระชักจะมีราคา ที่ว่านี้ไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นพระพุทธเจ้าต่างหากที่ว่ามีราคา ไม่มีใครไปหาซื้อ แต่ทว่ามีคนสนใจบูชากันมาก ด้วยมองเห็นความตายเคลื่อนใกล้ปลายจมูกเข้ามาทุกที ทุกบ้านพากันบูชาพระ ที่บูชานั้นไม่ใช่เคารพในคุณพระพุทธ พระธรรม ตามที่ได้ยินเสียง บางคนบ่นบูชาออกเสียงดังได้ยินว่า เจ้าประคู้ณ กรุณาปัดเป่าโรคร้ายนี้ให้ออกไปพ้นบ้านพ้นเมือง แล้วแกก็ออกชื่อคนในบ้าน เมื่อประกาศชื่อเสร็จก็ลงท้ายว่า ขอพระโปรดป้องกันอย่าให้คนที่ออกชื่อนี้ตายเพราะโรคนี้เลย เป็นอันว่าที่จุดธูปนั้นไม่ใช่บูชาความดี เป็นการจุดธูปเรียกพระพุทธเจ้ามาใช้ให้เป็นยามป้องกันโรคร้ายหรือใช้ให้พระพุทธเจ้าไปขับโรค ยามปกติแกก็ไม่บูชา เรื่องของคนที่จะเห็นคนอื่นดีก็ตอนที่ตนมีทุกข์ พอมีสุขเข้าก็มักจะลืมกัน นี่ว่ากันถึงคนเลว คนอกตัญญูไม่รู้จักคุณคน ส่วนคนที่ดีนั้นมีพรหมวิหาร 4 เป็นปกติ คนประเภทนี้เป็นพ่อคนแม่คนทั้งโลก หายากมาก มีน้อยกว่าคนอกตัญูไม่รู้คุณคน ด้วยคนที่มีพรหมวิหาร 4 เป็นคนมีบารมีสูง ประสงค์นิพพานชาตินี้ก็มีหวังไปได้ไม่ยากเลย
ความตายปรากฏ
เมื่อวันรุ่งขึ้น
ตอนเช้าเวลาประมาณ ๙ น. ก็เริ่มปวดท้อง แล้วท้องก็ถ่าย มันถ่ายแบบไม่มีเสียงสะบัดเป็นสัญลักษณ์ของอหิวาตกโรค
เมื่อถ่ายครั้งแรกก็เรียนให้ท่านแม่ทราบ ท่านจัดหายามาให้ และใช้ให้คนรีบไปตามลุงที่เป็นหมอ
ด้วยลุงเป็นหมอที่มีชื่อเสียงมาก มีความรู้ทั้งแผนโบราณและปัจจุบัน กว่าท่านลุงจะมาท้องก็ถ่ายเป็นวาระที่
๓ เวลาประมาณ ๘.๕๐ น. ดูนาฬิกาที่บ้านเห็นเกือบ ๙ น. มีอาการเพลียมาก แรงไม่มี ท้องก็ปวดมาก
ภายในมีความร้อน ความปวดของท้องปวดมาถึงผิวหนัง ผ้าที่นุ่งต้องวางทาบไว้ จะขมวดหรือรัดเข็มขัดทำไม่ได้
ด้วยมันปวดเกินกว่าที่จะทำอย่างนั้นได้ เมื่อท่านลุงมาถึง ท่านก็ฉีดยาให้ ๑ เข็ม ค่อยมีอารมณ์ใจสบาย
เมื่อท่านให้กินยาแล้ว ท่านแม่ก็หยิบพระพุทธองค์ที่ฉันรักมากที่สุด มาวางไว้ทางขวามือ
พอมองเห็นถนัด ท่านจุดธูปที่มีกลิ่นหอมมาก เห็นจะเป็นธูปแขก มันหอมชื่นใจจริงๆ เมื่อท่านแม่จัดเรื่องพระเสร็จ
ท่านก็บอกว่า ลูกภาวนาว่าพุทโธนะลูก ภาวนาไว้ จำรูปพระให้ติดตา เมื่อหลับตาจงนึกถึงภาพพระ เมื่อลืมตาจงดูพระไว้
ภาวนาไว้ พระจะช่วยให้ลูกหายเร็วๆและจะไม่เจ็บท้อง เรื่องภาวนาพุทโธนี้ ท่านแม่สอนและบังคับเป็นปกติ
เมื่อยามปกติ ท่านจะบังคับให้บูชาพระก่อนนอน ให้ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วก็ว่า พุทธัง สรณัง
คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ แล้วให้ภาวนาว่า พุทโธ ๓ ครั้ง ต้องว่าให้ท่านได้ยินจึงจะนอนได้
เมื่อเด็กๆฉันกลัวผี ท่านแม่บอกว่า พระพุทโธผีกลัว เมื่อกลัวผีจงภาวนาว่าพุทโธ ผีจะไม่หลอก เมื่อกลัวผีเมื่อไรฉันก็ภาวนาพุทโธเสมอ
ไม่ใช่ภาวนาเอาบุญ ฉันภาวนากันผีหลอก จะเป็นบุญบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ มาตอนนี้ท่านให้ภาวนาว่าพุทโธ
เป็นการภาวนารักษาโรค และภาวนากันตายด้วย ถ้าโรคหาย มันก็ต้องไม่ตาย เมื่อท่านแม่สั่ง
ฉันก็ภาวนาฉันอยากให้อาการปวดท้องหาย มันทรมานฉันเหลือเกิน ฉันมองดูพระองค์ที่ฉันรัก ฉันรักท่านมาก สีท่านเหลืองอร่าม
หน้าก็ยิ้มสวย กลิ่นธูปก็หอมตลบ ฉันสบายใจ
เมื่อหลับตา ฉันเห็นภาพพระลอยที่หน้าฉัน ภาวนาไปไม่กี่นาที อาการทางท้องที่ปวดรู้สึกคลายลง
พร้อมกับเห็นภาพพระที่ลอยตรงหน้าสวยมากขึ้นทุกที เดิมเป็นสีเหลืองธรรมดา ต่อมาเพิ่มความสดใสขึ้นทีละน้อยจนเห็นชัด
ต่อมาเกิดแสงประกายคล้ายเพชรอย่างดีที่ถูกแสงไฟ และเป็นประกายแพรวพราวไปทั้งองค์ ใจฉันเพลิดเพลินกับความสวยของภาพพระเลยลืมความเจ็บปวดเสียสิ้น
มันไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเลย เวลาผ่านไป ๙ น.เศษ ฉันลืมตามองดูคนที่มาและภาพต่างๆ
สายตามันเห็นสั้สเข้ามาทุกที ชั่วเวลา ๒-๓ นาที มันก็เกิดมองอะไรไม่เห็นเลย แต่ใจสบาย
สิ่งที่เสียดายมากที่สุดก็คือ ฉันมองไม่เห็นพระ ฉันรู้สึกเสียใจที่ฉันไม่สามารถมองเห็นพระองค์ที่ฉันรัก
ฉันเลยหลับตาเสีย ความรู้สึกสมบูรณ์ สติสัมปชัญญะปกติ อาการปวดไม่มี แต่ฉันห่วงพระ
เสียดายภาพพระพุทธที่ฉันรัก ฉันเลยคิดเอาว่า เมื่อไม่เห็นก็ไม่เป็นไร แม่เคยบอกว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม
ถ้าเราภาวนาว่าพุทโธ พระท่านจะไปหาทันที ไปในร่างทิพย์ ฉันคิดได้ ฉันก็เลยภาวนาเรียกพระ
ใจฉันอยากเห็นท่านขอให้ท่านมาหาฉัน พอภาวนาได้สัก
๓ รอบ ปรากฏว่าพระมา ท่านไม่ใช่พระพุทธ เป็นพระสงฆ์ มีรูปร่างสวยมาก นิ้ว แขน ขา ทุกส่วนกลมไปหมด
ไม่เป็นเหลี่ยมเห็นของฉัน ริมฝีปากท่านแดงน้อยๆ กำลังน่ารัก เนื้อเต็ม ไม่มีส่วนบกพร่อง
ท่านเห็นฉัน ท่านยิ้มน้อยๆแต่ท่านไม่พูด ท่านยิ้มตลอดเวลา ปกติฉันชอบคนยิ้ม ฉันเองฉันก็ชอบยิ้มให้คนอื่นที่ฉันพบ
แต่ถ้ายิ้ม ๓ คราวเขาไม่ยิ้มรับ ฉันจะไม่ยอมยิ้มให้อีกเลย ตรงนี้ไม่ใคร่ดี แต่เป็นเรื่องของคนมีกิเลส
ว่ากันตามอารมณ์ของคนปกติมีกิเลส ท่านผู้อ่านอย่าเอาไปปฏิบัติตาม มันเป็นกรรมที่เป็นอกุศล
จะเอาก็เลือกเอาแต่ตอนที่ดี มาพูดกันถึงภาพพระต่อไป ฉันรักท่านมาก ท่านสวยและสวยขึ้นเป็นลำดับ
ต่อมาท่านมีแสงออกจากตัว มี ๖ สี มองดูคล้ายพระอาทิตย์ทรงกลด แต่สวยมากกว่าจนเทียบกันไม่ได้
ตัวท่านเองแทนที่จะเป็นสีเหลือง กลับมีสีเป็นประกายทั้งองค์ ฉันมองจนลืมตัว มองไปมองมาปรากฏว่า
ตัวฉันกลายเป็นคน ๒ คน คือ คนหนึ่งไปยืนอยู่ข้างคนเดิม ตัวใหม่นี้สวยกว่าตัวเก่ามาก
ฉันมองดูตัวฉันใสเหมือนแก้ว มีผ้านุ่งเป็นสีทอง เสื้อสีเหลือง มีแก้วประดับผ้าหมดทั้งผืน มองดูเนื้อฉันมีสีทองมาจับ และเป็นสีทองทั้งตัว บนหัวมีชฎาทองประดับแก้ว แก้วที่ประดับเสื้อผ้าและ
ชฏามีแสงสว่างออกมาก ฉันลองขยับเขยื้อนตัว มันคล่องแคล่วมีความเบาผิดปกติ การเคลื่อนไหวสะดวกมาก
ดูตัวที่นอน ฉันก็ทราบว่ามันเป็นตัวของฉัน แต่มันไม่สวย น่าเกลียดน่ากลัวมาก ฉันไม่รักมันเลย
มันไม่มีลมหายใจ ฉันไม่ชอบและไม่ห่วงมัน ฉันหันไปดูพระ ท่านหายไปเสียแล้ว เดินวนไปมาอยู่พักหนึ่ง
เห็นมันสบาย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่เมื่อย มีความสบาย ชักอึดอัดใจที่ยืนอยู่บนบ้าน อยากจะลงไปเดินเล่นหลังบ้าน
ด้วยที่นั่นเย็นสบายดี แต่การไปนอกบ้านปกติต้องลาท่านแม่ จึงเข้าไปไหว้ท่าน ลาท่านไปหลังบ้าน ท่านไม่ยอมพูดด้วย
ท่านมองแต่เจ้าคนนอน เอามือไปจับตัวท่าน ท่านก็ไม่เหลียวมามอง ไปลาลุงท่านก็ทำแบบเดียวกัน
ไปหาใครก็ไม่มีใครสนใจก็เลยถือโอกาสไม่ลา เดินลงบันไดบ้าน แล้วเลี้ยวออกไปยืนข้างทาง
ผ่านหลังบ้าน รู้สึกสบายใจมาก ขณะที่ยืนอยู่หลังบ้าน ได้ยินเสียงบางคนบนบ้านที่สนใจกับเจ้าคนที่นอนอยู่นั้นร้องไห้
รู้สึกแปลกใจคิดว่าเขาร้องไห้ทำไม เห็นเขาร้องไห้ต่อเมื่อมีญาติตายหรือเสียของรัก นี่ไม่มีใครตายสักคน
เขาร้องไห้ทำไม คิดแล้วก็ไม่สนใจ มายืนอยู่หลังบ้านครู่หนึ่ง ไม่ถึง ๑๐ นาทีกะเวลาโดยประมาณ
เห็นคนเดินมาจากทางทิศใต้เป็นแถวยาวเหยียด ฉันคอยอยู่ข้างทาง คิดในใจว่าพวกนี้เขาจะไปไหนกัน
เมื่อพวกเขามาใกล้ เห็นชาย ๔ คนคุมมา คน ๔ คน นุ่งผ้าเขียวเหมือนกัน ตัวใหญ่และสูงมาก
พวกที่เดินตาม หัวแค่เอวเขาเท่านั้นเอง ฉันเห็นเขาใหญ่ ฉันก็เลยทำตัวใหญ่มั่ง ใหญ่และสูงเท่าเขา
ชาย ๔ คนๆ หนึ่งเดินนำหน้า มีสมุดข่อยในมือ สองคนเดินขนาบข้าง ๒ ข้าง คนที่ ๔ เดินท้าย
แสดงว่าควบคุมกันหนี เมื่อหัวหน้าใหญ่มาหาฉัน
ฉันเข้าไปยกมือไหว้เขา ถามเขาว่าลุงจะไปไหนกันครับ เขามองหน้าฉัน แล้วเขาก็เปิดสมุดข่อย
เขาบอกว่า หนู ชื่อเธอไม่มีในบัญชี เข้าบ้านเถิดหลาน เดี๋ยวแม่จะบ่นหา แล้วเขาก็จูงมือฉันมาที่บันไดบ้าน
เขากลับไปนำขบวนเดินต่อไป ฉันแปลกใจ
คิดว่าตาลุงนี่ท่าจะอย่างไรเสียแล้ว ถามว่าไปไหน ดันเปิดบัญชีแล้วบอกว่าไม่มีชื่อในบัญชี
เรื่องอะไรที่แกจะมาบังคับเรา ต้องถามเอาความให้ได้ จึงเดินตามแกออกไป เห็นคนที่เดินผ่านหน้าเป็นคนที่เคยรู้จักกันหลายหน
ทราบว่าเขาตายไปหลายวันแล้ว ก็เลยสงสัยว่า เมื่อเขาตายไปแล้วเขามาเดินอยู่ได้อย่างไร
พอถึงคนที่ขนาบข้างและคนท้ายถามเขาอย่างนั้นเขาทำอย่างเดียวกันก็เลยสงสัยใหญ่ คิดว่าตาเฒ่าหัวงูพวกนี้มันบ้าหรือดี
เราถามอย่างหนึ่ง แต่ทำอย่างหนึ่ง ดีละ พวกแกปกปิดฉัน ฉันก็มีมือมีเท้า ฉันจะต้องรู้ว่าพวกแกเดินขบวนไปทางไหนกัน
เมื่อเขาเดินห่างไปประมาณครึ่งกิโลเมตร ก็สะกดรอยตามเขาไป เดินไปทางทิศเหนือ ไปไม่ได้ไกลนักก็เข้าป่าไผ่
ทีทางเล็กๆ เดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามทาง แล้วมีเขาต่ำๆ ขวางทางเป็นระยะๆ ข้ามเขาลงเขาไปประมาณ
๑๐ ลูก ในที่สุดก็ถึงเขาใหญ่และสูงมาก มันยาวเพียงใดไม่ทราบ ด้วยมันยาวและสูงมากเสียอีกด้วย
หัวหน้าเขาขึ้นไป เมื่อถึงยอดเขาก็กางบัญชีออกตรวจพล เมื่อถึงคนสุดท้ายเขาบอกว่าครบ
ก็พอดีฉันโผล่ขึ้นไป ทั้ง ๔ คน รู้สึกว่ามีอาการตกใจมาก แกถามว่าพ่อหนูมาทำไม ก็ได้บอกแกว่า
เมื่อผมถามลุงว่าลุงไปไหน ลุงไม่บอกผม ผมก็ต้องตามมาดูให้หายสงสัย แล้วถามแกว่าพวกนั้นเขาไปไหนกัน
แกฟังแล้วก็พากันหัวเราะฟันขาวด้วยตัวแกดำมาก แกพากันบอกว่า ลุงไปรับพวกนั้นเขามาส่งนรก
จะว่าเลวก็ไม่เชิงนะ คนที่ลงนรกนี่มีเกียรติขนาดเทวดามารับ มันไม่เลวจริงๆ ใครอยากไปบ้างก็เชิญตามสบาย
แต่ลูกแกะไม่ขอร่วมทางไปด้วย ถามแกว่าคนที่เอามาส่งนรกเขาทำความผิดอะไร แกบอกว่าคนพวกนี้เคยถูกลงโทษในนรกมาแล้ว
เมื่อหมดโทษเขาให้ไปเกิดเพื่อทำความดีกลับทำตนเลวทราม ไม่เคารพศีลธรรม ขาดความเมตตาปราณี
เมื่อทำชั่วอีก เขาก็นำมาลงโทษอีก ว่าแล้วแกก็ชี้ให้ดูทางทิศเหนือต้องลงจากเขาลงไปก่อนจึงจะถึงผืนแผ่นดินใหม่
นรกไม่ได้อยู่ใต้ดินตามที่คิดหรือพูดกัน มีพิภพต่างหากจากมนุษย์ มองตามแกลงไปเห็นผืนดินใหญ่
ใหญ่โตกว้างขวาง ยังมีที่ว่างมาก ใครจะไปปลูกบ้านที่นั่นก็ได้ถ้าหาซื้อที่ยาก ที่นั่นเขาแจกฟรี
คนไม่อยากไปเขายังมารับลงไปเลย แสดงว่ามีมากกว่าความต้องการของคน หรือว่านักจัดสรรที่จะไปจับจองจัดสรรบ้างก็จะดีเหมือนกัน
มองลงไปเห็นที่ทั้งที่ มีอาคาร ๓ หลัง มีคนยืนอยู่ทางด้านซ้ายจากที่มองลงไปยืนอยู่หลายพันคน
มีคนตัวโตๆอย่างพวกตาลุงเยอะแยะ ยืนถึงหอกหน้าถมึงทึง แสดงว่าควบคุมพวกนั้นอยู่มากมาย
อาคารในจำนวน ๓ หลัง ๆกลางและลึกเข้าไปเป็นหลังใหญ่ที่สุด มีคนเข้าออกไม่ขาดสาย คนเข้ามีพวกตัวโตเดินนำเข้าไปทีละกลุ่ม
มีพวกที่สวนออกมา มีพวกตัวโตเดินนำหน้า เมื่อออกจากอาคารเดินเลี้ยวซ้ายไปทางทิศตะวันออก
เรื่องทิศนี้เทียบทางเมืองมนุษย์ สำหรับเมืองนรก
สวรรค์ พรหม หรือนิพพาน ไม่มีพระอาทิตย์เป็นเครื่องวัดทิศทางเมื่อเห็นคนเข้าออกก็นึกสงสัยว่าพวกนี้เขาเข้าออกอาคารหลังนั้นเพื่ออะไร
จึงถามตาลุงหัวหน้าหมู่ว่า ลุงครับ พวกนั้นเขาเข้าไปในบ้านหลังนั้นทำไม และพวกที่ออกมานั้นดูท่าทางอิดโรยหน้าตาเศร้าสร้อยเขาไปทางไหนกัน
พอถามเท่านี้ ตาลุงหัวหน้าหมู่แกแสดงท่าทางเป็นคนรู้ขึ้นมาทันที แกบอกว่าเมืองนี้เขาเรียกว่าเมืองนรก
แกชี้ไปทางคนที่ยืนคอยอยู่มีจำนวนหลายพันคน แกบอกว่าคนที่ยืนคอยอยู่นั้นเขาคอยการตัดสินของพญายมราช
เรียกตัวและจะชำระโทษตามความผิด พวกที่ออกมาและเดินไปทางทิศตะวันออกนั้น พวกนี้พญายมฯชำระคดีแล้ว
นายนิรยบาล แปลว่า ผู้รักษากฎหมายเมืองนรก ก็นำไปลงโทษตามโทษานุโทษที่พวกเขาทำไว้ พูดแล้วแกก็ชี้มือไปทางตะวันออก
แกบอกให้มองตามมือแกชี้ เมื่อมองตามไป เห็นทุ่งกว้างหาที่สุดมิได้ มีแสงไฟพุ่งขึ้นสูง
บริเวณแสงไฟก็ไกลแสนไกล ไม่รู้ว่าที่สุดของบริเวณอยู่ที่ไหน แกบอกว่าตรงนั้นแหละที่เรียกว่านรก
เป็นสถานที่ลงโทษสัตว์คนที่ทำชั่ว ลมปราณสิ้นแล้ว เขาก็นำมาลงโทษกันที่นี่ ถามแกว่าเขาลงโทษนั้นเขาทำอะไรบ้าง
แกบอกว่าต้องโทษเหมือนกันหมดก็คือ ถูกไฟเผาเหมือนกัน แต่ความร้อนของไฟไม่เท่ากัน คนที่ทำชั่วมากไฟมีความร้อนมากกว่าคนที่ทำชั่วน้อย
นอกจากไฟยังมีประหารด้วยอาวุธ แต่ทว่าพวกนี้ไม่มีการตาย ต้องเจ็บต้องร้อนตลอดเวลา เป็นการลงโทษเพื่อให้เข็ดหลาบ
เมื่อแกบรรยายตามเรื่องของแกแล้วก็ออกปากขออนุญาตลงไปดู พวกแกทุกคนต่างแสดงอาการเดือนร้อนมาก
ร้องออกมาพร้อมกันว่า ไม่ได้ หลานชาย อย่าลงไป ไม่ได้ ถ้าหลานลงไปลุงทั้ง ๔ คน จะถูกลงโทษอย่างหนัก
ถามว่าเพราะอะไรลุงจึงจะถูกลงโทษ และใครเป็นคนลงโทษลุง แกบอกว่า เพราะกฎของเมืองนี้มีอยู่ว่า
คนที่จะตาย (ออกจากร่าง) ก่อนที่จะตาย ถ้าภาวนาพุทโธ หรือ อรหัง คนประเภทนี้ ถ้าลุงอนุญาตให้เข้าไปในแดนนรก
พญายมฯ จะลงโทษลุงทั้ง ๔ อย่างหนัก ก็บอกแกว่า เมื่อลุงไม่ได้จับผมไป ผมไปเองลุงจะถูกลงโทษอย่างไร
มันไม่ใช่ความผิดของลุง แกตอบว่าไม่ได้
เพราะหลานมาขณะที่ลุงพาคนมา ถ้ามาเองและลงไปเองไม่เป็นไร ไม่เนื่องด้วยลุง พอทำท่าจะลุกขึ้นเดินลงไป
พวกแก ๔ คน พากันยืนเกาะแขนกั้นไม่ให้ลง นึกขำในใจ คิดว่าเทวดานี้ทำเหมือนเด็กๆ เมื่อออกปากอยากดูการลงโทษ
แกบอกว่าได้ แกถามว่าอยากดูนรกขุมไหน ถามแกว่านรกมีกี่ขุม แกตอบว่าขุมใหญ่มี ๘ ขุม
นรกบริวารมีอีกขุมละ ๑๖ ขุม ยมโลกียนรกมีอีก ๑๐ ขุม บอกแกว่าอยากดูนรกขุมใหญ่ ๑ ขุม
จะได้ทราบว่าเขาทำกันอย่างไร แกชี้มือบอกว่านรกขุมที่ ๑ อยู่ตรงนี้ พอแกชี้ก็เห็นชัดเหมือนกับยืนดูอยู่ที่ปากขุม
ภาพในนรกขุมนี้ไม่มีอะไรน่าสนุกเลย คนลงไปนอนในทะเลเพลิงไฟสูงกว่าหัวหลายเท่า มีสรรพาวุธนานาชนิดสับฟันตลอดเวลา
เสียงร้องระงมไปหมด ไฟก็ไหม้ อาวุธก็ประหาร ตายก็ไม่ตาย ขนาดถูกหอก ๓-๔ เล่ม แทงทะลุพรุนไปหมด
ไฟก็เผา ก็ไม่มีใครตาย ถูกฟันตัวขาดมันก็กลับติดกันทันที ไม่รู้จักตาย ดูแล้วก็สลดใจ
ชมพอเห็นพอที่จะคุยกับนักปราชญ์ประเภทดี แต่สอนชาวบ้านได้นิดหน่อย ตาหัวหน้าหมู่ก็บอกว่า
หมดเวลาแล้ว ทางเมืองมนุษย์เกือบสว่างแล้ว หลานต้องรีบกลับ แกบอกให้กลับก็เกิดจำทางเดิมไม่ได้
ตาลุงจึงให้คนที่คุมท้ายแถวมาส่ง แกคงโมโหที่ทำให้แกลำบาก แกจับขา ๒ ขา เอาตัวเหวี่ยงขึ้นบ่าแก
แกพาแบกวิ่งขึ้นเขาลงเขา พอมาถึงหน้าบ้าน เห็นประตูบ้านแกเสือกหัวเข้าประตู พร้อมกับด่าว่า
เอ้า...อ้ายห่า เข้าไป เสือกตามไปทำไมก็ไม่รู้ พากูลำบากด้วย แล้วแกก็หายไป พอตาลุงเสือกหัวเข้าประตูบ้านก็มีความรู้สึกทางร่างกาย
ลืมตาขึ้น เห็นคนเต็มบ้าน รู้สึกกระหายน้ำจัด เห็นพ่อหนุ่มคนหนึ่งอายุเกือบ ๓๐ ปีมานั่งมองอยู่ข้างๆ
ได้ออกปากขอความกรุณาแกเพื่อให้แกหาน้ำให้สักขัน แกคงฟังไม่ถนัด แกก้มลงเอาหูมาใกล้ปาก
ก็ออกปากขออีกครั้งว่า น้าครับ ขอน้ำผมสักขันเถอะครับ พอแกได้ยินเข้าเท่านั้น แทนที่จะไปหาน้ำมาให้
แกโดดผลุงข้ามตัวไปสัก ๑ วา แกร้องเสียงดังว่า ผีหลอก ดูเถอะท่านผู้อ่าน มนุษย์มันเป็นอย่างนี้
นั่งอยู่ข้างๆตั้งนานไม่กลัว พอฟื้นคืนชีพกลับถูกหาว่าเป็นผี เรื่องของคนนี่มันสับสนบอกไม่ถูก
เมื่อทุกคนเขาได้ยินเจ้าทิดหัวเหม่งขี้ขลาดเกินคนร้องว่าผีหลอก ทุกคนก็เข้าใจว่าฟื้นแล้ว
ด้วยเมื่อหลังจากตายแล้วไม่นาน พระผู้ทรงคุณธรรมพิเศษได้ฌานสมาบัติท่านมา ท่านมีศักดิ์เป็นลุง
ท่านห้ามทุกคนทำกิจทุกอย่างแก่ร่างกาย ท่านบอกให้ปล่อยไว้ตามนั้น เด็กจะฟื้นคืนชีพก่อนสว่าง
คนที่อยู่กันเต็มบ้านคืนนั้น เขาอยากเห็นการฟื้น รวมทั้งเจ้าทิดจอมขี้ขลาดตาขาวคนนั้นด้วย
ต่างก็ล้อมวงกันเข้ามาตามธรรมเนียมของไทยมุง ท่านลุงเป็นพระมีคำสั่งให้เอาน้ำสะอาด
สมัยนั้นก็นำฝนเป็นน้ำสะอาดอันดับ ๑ เอามาให้ ๑ ขันขนาดใหญ่ ฉันก็กินเสียจนหมดขัน เมื่อกินแล้วก็ลุกขึ้นคุยตามธรรมเนียมของคนตายแล้วฟื้น
อาการป่วยที่เป็นเมื่อก่อนตายไม่มีอาการปรากฏเลย ไม่ทราบว่ามันหายไปทางไหน ร่างกายสบาย
ทุกคนต่างก็สนใจเรื่องที่ไปพบมา ต่างก็ถามท่านแม่ว่าเรียนมาจากไหน ท่านแม่ก็บอกว่า
เรียนมาจากหลวงพ่อปาน วันนั้นท่านแม่เองก็ต้องบรรยายเรื่องภาวนาเสียจนเหนื่อย วันต่อมาพวกกลัวตายพากันมาเรียนเป็นการใหญ่
แต่ใครจะได้อะไรไปบ้างเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ส่วนฉันไปแล้วเขาไม่ให้นรก เมื่อฟื้นแล้วความชินของอารมณ์
ความมั่นใจในพระพุทธคุณ ทุกวันฉันอยากเห็นพระองค์นั้น ก็เป็นเรื่องแปลก เมื่ออยากเห็นท่านคราวไร
เป็นเห็นท่านชัดเจนทุกครั้ง และการไปนรกฉันไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรเลย อยากไปเมื่อไหร่ก็ได้ไปทุกที
ฉันไม่รู้ว่าเข้าฌานกันอย่างไร พออยากไปนรก ฉันจำได้ว่าก่อนเห็นนรกฉันเห็นพระองค์นั้นก่อน
แล้วฉันก็กลายเป็นคนมีตัว ๒ ตัว แล้วฉันก็ไปนรกได้ ฉันจำได้และก็ปฏิบัติตามนั้นเป็นปกติตลอดมาจนบวชพระ
คือ ทุกครั้งที่ฉันอยากไปนรกฉันก็นึกถึงพระองค์นั้นก่อน เมื่อเห็นท่านก็บอกว่าฉันจะไปเที่ยวนรก
พอท่านยิ้มฉันก็ไปปรากฏตัวที่เมืองนรกทุกคราว ไม่เห็นต้องตั้งท่าตั้งทางทำพิธีรีตองอะไรเลย
การไปนรกเป็นปกติของฉันทำให้ฉันเป็นคนเลว เพราะเมื่อท่านแม่กับท่านยายนิมนต์ พระมาเทศน์
ท่านชอบเทศน์เรื่องนรกสวรรค์ เมื่อเทศน์จบแล้ว ถามท่านว่าท่านเคยเห็นนรกสวรรค์หรือเปล่า
ท่านบอกว่าไม่เคยเห็น ถามท่านว่าเมื่อไม่เคยเห็นแล้วท่านเอาอะไรมาเทศน์ ท่านบอกว่าอ่านจากตำรา
เมื่อพูดเรื่องที่ไปเห็นมา ท่านหาว่าโกหก เลยเกลียดพระ คิดว่าพระพวกนี่หลอกลวงชาวบ้านหากิน ไม่เห็นมีอะไรดีสักนิด คุยเป็นผู้รู้เอาเปรียบชาวบ้าน
ไม่ทำมาหากิน แล้วมานั่งโกหกชาวบ้านว่าตนเป็นผู้วิเศษ เล่าเรื่องสวรรค์นรกให้ฟัง แต่ตัวเองไม่เคยเห็นเลย
เรื่องที่เราเห็นมากลับหาว่าเป็นเรื่องโกหก เลยทำให้เกลียดพระ ไม่อยากไหว้พระ ตามความรู้สึกขณะนั้นคิดว่า
เอาอาหารให้พระพวกนี้ให้หมาที่บ้านดีกว่า มันช่วยเป็นยาม พระก็แล้วก็ไป เวลาจะให้ก็ต้องประเคน
ต้องไหว้ กินเสียของแล้วหาคุณประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เลยไม่อยากไหว้พระ ส่วนพระพุทธรูปไหว้
พระที่ลุงท่านรู้สวรรค์นรก องค์นี้ไหว้ องค์ไหนก็ตามถ้ามาที่บ้านต้องถามว่าเห็นนรกสวรรค์หรือเปล่า
ถ้าบอกว่าไม่เห็นไม่ยอมไหว้เด็ดขาด ของที่เขาจัดถวายก็ไม่ยอมประเคน ใครจะประเคนก็ตามใจ
แต่ฉันไม่ยอมประเคนเด็ดขาด ต่อมาเมื่อพบคู่ปรับ คือ หลวงพ่อปาน วัดบางโคนม อำเภอเสนา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา องค์นี้ไหว้ได้สุดตัว เพราะจะเอาอะไรก็ได้ นรก สวรรค์ หรือนิพพาน
ท่านกล้ายืนยันทุกประตูเรื่องที่ไปเห็นมาท่านพูดถูกหมด แล้วยังท้าทายทุกอย่าง อย่างไหนท่านก็ทำได้
อยากจะเรียนไปสวรรค์ พรหม หรือระดับนิพพาน ท่านบอกว่าท่านมีครบทุกอย่าง พระดีท่านมี
แต่พระประเภทหากินหลอกชาวบ้านก็มี ฉันมันเลวเองที่ไปหาว่าพระท่านไม่ดี ไม่อยากไหว้พระ
ปฏิปทานี้อย่าเอาไปปฏิบัติตาม ปล่อยให้ฉันระยำไปคนเดียวก็แล้วกัน
ผลของความตายครั้งที่ 1
วันนี้วันที่
๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ฉันไม่มีเวลาว่างมากนัก เพราะมีคนเขาเอาเรือมาให้เจิม อาชีพเจิมเรือดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่
เพราะมีคนชอบเอาเรือมาให้เจิม เมื่อเขาให้เจิมก็เจิม เจิมแล้วมันเป็นอย่างไรฉันก็ไม่เข้าใจ
เขาว่ากันว่าเรือที่เจิมแล้วหากินคล่อง แต่ตามที่ฉันคิด ฉันคิดว่าเมื่อเจิมแล้วเจ้าของเรือหรือหรือรถที่มาให้เจิมเป็นคนเกียจคร้านไม่ขยันทำมาหากิน
หรือเป็นคนขยันแต่ไม่ฉลาดในการติดต่อ ฉันคิดว่าเรือหรือรถที่ฉันเจิมให้ไปคงไม่มีผลตามที่เขาพูดกัน เมื่อเขาเชื่อว่าดี ฉันก็ทำให้เขา อย่างน้อยก็อาจเป็นเหตุสร้างกำลังใจให้แก่เจ้าของเรือหรือรถที่มาเจิม
เรื่องของกฎของกรรมเดิมก็มองเห็นยาก เลยไม่มีใครอยากมอง ผลงานที่จะดีมีผล หรือไม่ดีไม่มีผล
มันเป็นกฎของกรรมในอดีต จะเป็นอดีตใกล้ปัจจุบันคือทำเดี๋ยวนั้นเวลาผ่านไปไม่กี่นาทีมีผล
หรืออดีตไกลปัจจุบันคือเวลาผ่านไปไกลหน่อยนานหน่อยจึงได้ผล กรรม แปลว่าการกระทำ เราทำให้ลูกค้าคือคนที่มาซื้อของๆเราถูกใจ
ชอบใจในตัวเรา อย่างนี้เรียกว่ากุศลกรรม คือทำด้วยความฉลาด การที่ทำให้คนที่มาซื้อของไม่ชอบใจเรียกว่า
อกุศลกรรม แปลว่าทำด้วยความโง่ เรื่องของกรรมคนเรามักจะมองข้ามไป เห็นเป็นเรื่องปรัมปรา
เข้าใจว่าเก่าเกินไป เลยมองผ่านไป ความดี ความชั่ว รวยหรือจน ไม่ใช่เรื่องของเทพเจ้าบันดาล
มันเป็นเรื่องที่เราทำแต่เมื่อเราไม่ไว้วางใจตัวเราเองก็เลยต้องอาศัยพระอาศัยเจ้าเป็นกำลังใจ
ก็ดีเหมือนกัน เป็นการหาที่พึ่งทางใจ แต่ถ้าคนนำๆไปในทางที่ผิดก็จะเลยทางดีไป ถ้าคนนำๆไปในทางที่ถูกก็จะมีผลดีไม่น้อย
เพราะคนที่มีเกาะ แม้จะเกาะพลาดไป แต่คนนำฉลาดในการนำก็สามารถนำให้เข้าในทางที่ถูกได้
เช่น การเจิมรถเจิมเรือ ถ้าคนเจิมบอกให้เจ้าของรถเรือเกาะแต่แป้งหรือสีที่ทาให้ เป็นการนำผิด
เมื่อทาแป้งหรือสีให้แล้วแนะนำให้ขยัน พูดดี มีความระมัดระวัง บอกให้ยึดอะไรสักอย่างหนึ่ง
จะเป็นเจ้าหรือพระก็ตามที่เขาเคารพนับถือพอเป็นหลักใจ ผลของการเจิมก็ได้ผล แต่ถ้าคนเจิมมุ่งเอาดีเกินไป
ผลของการเจิมดีหรือชั่วอย่างไร ฉันเห็นว่าเป็นเรื่องของเจ้าของเรือหรือรถนั่นเอง ถ้าโง่เจิมกี่ล้านครั้งก็ไม่ได้ผล
ถ้าฉลาดไม่เจิมเลยก็รวยมหาศาล เรื่องการเจิมของผ่านไป เมื่อมันมาชนเข้าก็เขียนเปะปะไว้อย่างนั้นเอง
จะได้ทราบว่าพระยิ่งแก่ยิ่งงานมาก แต่ถ้าพระเมางานก็มีหวังลงนรก
ท่องนรก
คิดจะผ่านผลงานที่ฟื้นแล้วเข้าสู่เกณฑ์อุปสมบท
ก็พอดีท่านอาจารย์ใหญ่มาเตือนว่าไม่ควรผ่าน เพราะถ้าผ่านหนังสือจะหาผลยาก เราไม่ได้เล่านิทาน
แต่ในการพูดตามความจริงไม่ใช่เรื่องที่จะกลัวการกล่าวหาว่าอวดวิเศษ ความจริงถ้าเรามีความวิเศษ
ถ้าจะอวดก็ไม่ใช่ของแปลกเพราะมีอวด พระพุทธเจ้าท่านไม่ห้าม ท่านห้ามแต่พวกไม่มีของวิเศษแต่โกหกชาวบ้านว่ามีต่างหาก
คนที่เขามีจริงก็เลยไม่อยากอวด เรื่องที่เล่าสู่กันฟังนี้ไม่ใช่เรื่องของผู้วิเศษ เป็นกฏของผลกรรม
ท่านว่าพูดได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวใครว่า ถ้าเขาไม่เชื่อเชิญเขาทำอย่างเมื่อเป็นเด็ก
แล้วเชิญลองตายดู เมื่อตายแล้วถ้ามีผลไม่เหมือนกันจะปรับกันอย่างไรก็รับการปรับด้วยประการทั้งปวง
ท่านผู้อ่านจะลองทำอย่างเด็กไร้เดียงสาไม่รู้จักธรรมวินัย ทำไปแบบนกแก้วนกขุนทอง พูดตามคนสอน
แต่ไม่รู้เรื่องที่พูดอย่างฉันทำเมื่อสมัยเด็กบ้างทำให้ได้อย่างนั้น แล้วก็ตายจริงหรือลองตายก็ได้
เพราะผลตอนนั้นฉันมารู้เมื่อบวชแล้วว่า มันเป็นฌานและเป็นมโนมยิทธิ จะลองตายได้อย่างสบาย
ตายนานตายเร็วก็ได้ ตายประเดี๋ยวเดียวหรือตายนับชั่วโมง ตายนับวันก็ได้ ตายไปหาสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านว่ามีแต่เราไม่เห็น
ไปค้นให้พบตามต้องการ มันเป็นการตายเล่นโก้ๆและมีประโยชน์ ทดสอบคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างสบาย
กรรมแบบนี้พระประเภทบวชเพื่อหนีสงสารท่านทำได้ทุกองค์ ไม่มีอะไรเป็นของแปลก เว้นไว้แต่พระที่บวชตามประเพณีหรือบวชนอกแบบไม่เข้าใจ
จึงทำไม่ได้ เพราะกฏของพระที่บวชนั้นจำต้องปฏิบัติศีล สมาธิ และวิปัสสนาครบถ้วน เมื่อทำได้ครบถ้วนแล้ว
กิจที่เด็กไร้เดียงสาทำได้เรื่องอะไรพระที่เป็นนักปราชญ์จะทำไม่ได้ เว้นไว้แต่ท่านจะไม่ทำเพราะเห็นว่ามีผลช้า
ท่านจะมุ่งเอาอรหันต์ขั้นสุกขวิปัสสโก ก็เป็นภาระของท่านที่จะเว้นกรรม อย่างนี้เสีย
เรื่องที่เด็กทำได้ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ไม่เคยปรากฏมีในประวัติศาสตร์
เมื่อฟื้นคืนชีพแล้วฉันก็ชอบรักษาอารมณ์
เมื่อขณะฉันจะตายนี่ท่านอาจารย์ให้เล่าให้ฟัง ฉันก็ต้องเล่าให้ฟัง แต่ทว่าตอนนั้นเป็นเพียงปฏิปทาของเด็กอายุ
๑๒ ปี และฉันก็รักษามาจนถึงวันบวชพระ ฉันรักอารมณ์อย่างนั้น ฉันชอบท่องเที่ยวอย่างนั้น
ฉันรักพระองค์ที่รูปร่างสวย มีรัศมีสว่างผ่องใส ฉันต้องเห็นท่านทุกวัน บางวันถ้าฉันว่าง
ฉันเห็นท่านวันละหลายชั่วโมง ท่านเป็นพระใจดี ฉันเรียกท่านเมื่อไหร่ท่านมาหาฉันทันที
เมื่อท่านมาหาฉัน ท่านยิ้มสวย รูปร่างท่านก็สวย ผิวกายก็ผุดผ่อง รัศมีก็สว่างสวยงาม
ถ้าฉันอยากจะเห็นตัวท่านเป็นเพชรทั้งตัว เพียงนึกว่าอยากเห็นท่านเป็นเพชร ไม่ต้องออกปาก
ตัวท่านก็เป็นเพชรทันที ท่านใจดี ฉันรักท่านมาก ทุกวันถ้าถูกใครว่าฉัน ฉันไม่สบายใจ
ฉันก็หาที่ปลอดคนเรียกท่านให้มาหา วิธีเรียก ฉันยกมือไหว้ฟ้าแล้วก็กราบ ภาวนาว่าพุทโธ
๓ คำ เมื่อครบ ๓ คำ ท่านมาหาฉันทันที พอมาท่านยิ้ม ฉันก็หมดความทุกข์ใจ ถ้าฉันอยากไปดูนรก
ฉันก็บอกท่านว่าผมอยากไปดูนรก เมื่อบอกท่านแล้วท่านไม่พูด ท่านยิ้ม พอท่านยิ้มฉันไปถึงที่เคยไปกับตาลุง
๔ คนทันที ไม่ทราบว่าไปได้อย่างไร ฉันคิดว่าอาการยิ้มของท่านเป็นการส่งฉันไป วันเวลาไม่แน่นอน
จะเป็นกลางวันหรือกลางคืน ดีไม่ดีเวลาที่ฉันกินข้าวคนเดียวหรือดายหญ้าสวนที่ตำบลบางระมาด
อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี บ้านยายฉันอยู่ที่นี่ ฉันไปอยู่กับยายฉัน ฉันอยากไปนรกฉันก็วางมีด
วางงานเสีย ภาวนาว่าพุทโธ ๓ คำ ท่านก็มาหา ฉันบอกว่าฉันจะไปดูนรก ท่านก็ยิ้ม ฉันก็ไปนั่งตรงที่ฉันนั่ง
เมื่อฉันอยากเห็นขุมนรกไหน เขาทำอะไรกัน ฉันก็เห็นตามใจฉันนึก เหมือนกับฉันไปอยู่ในสถานที่นั้น
แต่ทว่าฉันไม่เคยขอให้ท่านส่งไปสวรรค์หรือพรมโลก เพราะฉันไม่มีความรู้ เคยไปนรกก็ไปแต่นรก แต่ทว่าเมืองนรกก็มีคนลงไปใหม่ทุกวัน
ฉันจะเล่าเรื่องคนดีที่ว่าเป็นนักปราชญ์สอนชาวบ้านเรื่องนรกสวรรค์ และเคยหาว่าฉันไปนรกได้เป็นเรื่องโกหก
แต่ท่านเองเป็นพระใหญ่ เขาเรียกท่านว่าท่านเจ้าคุณ พอท่านตายฉันไปดักดูท่านที่ทางเข้าเมืองนรก
พบท่านไปทางนั้น เขารับท่านไป ท่านมีวาสนาใหญ่ กรรมส่งท่านลงอเวจี กรรมอะไรของท่าน
ฟังกันต่อไป
พระใหญ่ลงอเวจี
หลังจากฉันฟื้นจากตายได้ไม่ครบ
๑ ปีดี พระที่ท่านยายกับท่านแม่ชอบนิมนต์มาเทศน์ และเป็นพระองค์เดียวกันกับที่ท่านหาว่าฉันมีอารมณ์ใกล้บ้า
เพราะชอบเอาเรื่องของคนตกนรกมาเล่าให้ท่านยายฟังทุกวัน ทั้งนี้เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องคนตกนรก
และเขาทำอะไรมาจึงลงนรก เพราะท่านยายชอบฟังเรื่องนรกนี่เอง ฉันก็เลยต้องลงนรกเป็นประจำวัน
เวลาไปนรกฉันไปไหนไม่ได้ นอกจากยืนอยู่ที่ยอดเขาที่ตาลุงแกสั่งว่าห้ามเข้า ความจริงมีสิทธิ์จะไปได้
แต่ทว่าตอนนั้นฉันเป็นเด็กไม่รู้เรื่องธัมมะธัมโมอะไรกับเขาเลย ปกติก็เป็นคนเคารพในคำสั่งของท่านยายและท่านแม่เคร่งครัดอยู่แล้ว
เรื่องคำสั่งไม่เคยละเมิด เว้นไว้แต่เป็นเรื่องรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็เลยไม่ถูกลงโทษเพราะขัดคำสั่ง
แม้อยู่โรงเรียนเรื่องขัดคำสั่งไม่เคยถูกลงโทษเลย เมื่อไปเมืองนรกก็เลยไม่กล้าขัดคำสั่งตาลุง
แต่ก็ทำให้ตาลุงคนนั้นลำบากใจไม่น้อย เพราะถ้าฉันเกิดสงสัยไม่เข้าใจอะไร ฉันก็นึกถึงตาลุงคนนั้น
เมื่อนึกถึงแกๆก็มาหาทันที ถามอะไรแกก็บอกให้ฟังละเอียดตามที่ต้องการรู้ เมื่อฉันได้ยินข่าวว่าท่านเจ้าคุณที่คุณยายนับถือมาตาย
ท่านเจ้าคุณองค์นี้ฉันไม่ไหว้และไม่ยอมประเคนของ ด้วยเกลียดท่านที่ท่านหาว่าเรื่องนรกที่ฉันเล่าให้ท่านยายฟังเป็นเรื่องโกหกพกลม
ตัวท่านเองท่านพูดว่า บวชมา ๓๐ ปีเศษแล้ว ไม่เคยเห็นนรกสักนิด ฉันเลยเกลียดท่าน ด้วยคิดว่าพระแบบนี้หลอกลวงชาวบ้านหากิน
เป็นความคิดของเด็กโง่ที่ยังไม่ได้ศึกษาธรรม เลยไม่ยอมเคารพ แม้แต่นิ้ว ๑๐ นิ้ว ก็เสียดายเวลาที่จะยกมือไหว้ท่าน
เมื่อท่านมา ท่านยายให้ประเคนของก็ไม่ยอมประเคน โดยเรียนท่านยายต่อหน้าท่านว่า พระที่มีความสามารถไม่เท่าเด็กไม่อยากให้อะไร
ท่านโกรธมาก เพราะท่านเป็นเจ้าคุณ วัดอยู่ฝั่งพระนคร ท่านมีศักดิ์ใหญ่ แต่ท่านจะทำอะไรฉันได้ในเมื่อฉันไม่ได้เป็นลูกศิษย์ของท่าน
ท่านยายไม่กล้าขัดใจฉัน เมื่อทราบข่าวว่าท่านเจ้าคุณตาย ท่านยายไปเยี่ยมศพท่าน ไม่ได้ชวนฉันไป
ถ้าชวนฉันก็ไม่ไปเพราะเกลียดมาก เมื่อท่านอยากไปเยี่ยมศพท่านเจ้าคุณ ฉันว่างเพราะไม่มีคนสั่งงาน
ฉันไปนั่งเล่นที่ชานบ้าน บ้านอยู่ริมน้ำ มีต้นจากที่ปลายสะพาน ๑ ต้น ฉันไปนั่งในต้นจาก
เอากระดานพาดทางจาก ด้วยจากต้นนั้นท่านยายปลูกไว้นาน ต้นใหญ่มาก เมื่อลมพัดเย็นสบายใจก็เลยคิดว่าท่านเจ้าคุณท่านตายแล้วท่านจะไปทางไหน
จะไปถามตาลุงดู จึงนึกถึงพระรูปสวยองค์ที่เคยมาหาฉัน พอภาวนาว่าพุทโธ ๓ คำ ท่านก็มาหา
ท่านยิ้ม ก็กราบเรียนท่านว่าผมอยากไปดูนรก ท่านยิ้มอีกครั้ง ฉันก็ปรากฏตัวอยู่บนยอดเขาลูกที่เคยไป
เมื่อไปถึงก็นึกถึงตาลุงๆก็มาหา แกถามว่าหลานต้องการพบทำไม บอกแกว่าได้ข่าวว่าพระตาย
๑ องค์ มีชื่อว่า.... เขามีชื่อว่าอะไรจะบอกชาวบ้านทำไม ไม่บอกให้รู้แต่บอกให้ตาลุงรู้
เมื่อตาลุงทราบแล้วก็บอกว่าเขาตัดสินแล้ว ขณะนี้อยู่ในอเวจี ถามแกอีกว่าพระตกนรกด้วยหรือ
แกตอบว่า พระตกนรกเป็นประจำ เพราะพระบวชแล้วไม่ทำตัวเป็นพระก็ต้องตกนรก ถามแกว่า พระเทศน์สอนชาวบ้านเรื่องนรกสวรรค์ได้
ทำไมต้องตกนรก แกตอบว่า ก็พระดีแต่สอนชาวบ้าน ตัวเองไม่ได้ปฏิบัติตนตามที่สอนเขา บอกให้คนอื่นทำดี
แต่ตัวไม่ทำด้วย พระอย่างนี้ลงนรกหมด และมีโทษหนักมาก ฉันอยากเห็นท่านเจ้าคุณ ก็บอกตาลุงว่าผมอยากเห็นท่านเจ้าคุณ
แกก็บอกว่าได้ แล้วก็ร่ายเวท แกยกมือขึ้นเท่านั้นเองแล้วก็ปรากฏว่าภาพอเวจีมาปรากฏใกล้ตัวฉัน
ฉันเห็นท่านเจ้าคุณฉันก็จำได้ ภาพของท่านที่ปรากฏมีดังนี้
๑.
ยืนกางแขน มีหอกปักจากเพดานเหล็กด้านบนปักติดอยู่ที่มือทั้ง ๒ ข้าง ปลายด้ามหอกติดเพดาน
หัวหอกติดพื้นเหล็กด้านล่างที่เป็นพื้น
๒.
หอกปักด้านหน้า ด้านหลัง ด้านข้าง ตรงหัวสลับกัน ส่วนหอกด้านปลายและด้าม ตรึงติดกำแพง
เรื่องหอกเว้นพรรณนา
เป็นอันว่าปักยึดจนขยับเขยื้อนไม่ไหว ถามท่านลุงว่า ท่านเจ้าคุณมีโทษอะไร มีหอกปักตรึงแล้วมีเปลวไฟละเอียดละเอียดร้อนมากกว่านรกทุกขุมพุ่งมาเผาตลอดเวลา
ตาลุงบกว่าลุงจะไม่บอก จะให้ท่านบอกเอง แล้วตาลุงก็บอกให้แกขึ้นมาหา พอตาลุงเรียก ปรากฏว่าเครื่องพันธนาการหลุดหมด
ไฟดับ ท่านเดินขึ้นมา ท่านเห็นฉันเข้า ท่านกล่าวขออภัย ท่านลุงบอกว่าการขออภัยขณะนี้ไม่มีประโยชน์
เพราะโทษที่เหยียดหยามผู้ทรงฌาน ถูกตัดสินแล้ว ฉันถามท่านลุงว่าใครเป็นผู้ทรงฌาน ท่านลุงบอกว่าเธอนั่นแหละเป็นผู้ทรงฌาน
คำนี้ฉันไม่รู้เรื่อง ฉันคิดว่าเมื่อฉันจะมาฉันเดินไปที่ชานบ้านไปที่สะพานติดกับชาน
ฉันเอาสะพานพาดก้านจาก เพราะเหตุนี้กระมังที่เขาเรียกว่าผู้ทรงฌาน แต่ฉันก็ไม่ได้ถามเรื่องนี้กับตาลุง
ตาลุงบอกให้ท่านเจ้าคุณนรกบอกเรื่องที่ตนทำผิดเมื่อตายแล้วลงอเวจี ท่านเจ้าคุณบรรยายให้ฟังดังนี้
๑.
เมื่อบวชแล้วไม่สนใจในการรักษาศีลให้บริสุทธิ์ สมถะ วิปัสสนา ไม่เคยสนใจ ผิดความหมายของพระ
ด้วยพระเป็นสรณะที่พึ่งระดับ ๑ ใน ๓ ระดับ เมื่อทำตนไม่สมควร จัดเป็นความผิด คือ เป็นคนลวงโลกหลอกลวงชาวบ้านว่าเป็นพระ
เอาเปรียบชาวบ้าน
๒.
ศึกษาพระปริยัติธรรมแล้วไม่ยอมประพฤติตามธรรม มุ่งเอาความรู้ไปสอนชาวบ้าน เป็นทางนำทรัพย์สินให้เกิดแก่ตน
ไม่เคยนำทรัพย์นั้นๆ ไปสงเคราะห์ส่วนสาธารณะประโยชน์หรือบำรุงพระศาสนา เอาไปซื้อที่ดิน
ซื้อทอง ให้กู้ อันเป็นวิสัยของฆารวาส พระท่านห้ามไม่ให้ทำ แต่ฝืนทำ
๓.
เมื่อมีทรัพย์ก็มีความทะเยอทะยานอยากได้ยศ เมื่อมียศแล้วก็เมายศคิดว่าตัววิเศษ แม้แต่ผู้ทรงฌานแกพูดแล้วแกชี้มาที่ฉันก็ยังกล้าคัดค้านเหยียดหยาม
เป็นการทำลายพระพุทธศาสนาโดยตรง
๔.
ในฐานะที่ท่านเป็นพระทรงสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ สมัยนั้นพระราชาคณะ ไม่มีสะพรั่งเหมือนดอกเห็ดอย่างสมัยนี้
ใครเป็นพระครูหรือเจ้าคุณ ศักดิ์ศรีท่านใหญ่น่าดู เจ้าคุณหายากเหมือนหาหัวอุตพิดและมีพิษมาก
เพราะจะไปที่ไหนต้องต้อนรับกันอย่างเจ้า (เจ้าไม่มีศาล) เมื่อเป็นพระมีศักดิ์ใหญ่ อำนาจก็ต้องใหญ่
ครองความเป็นใหญ่ไว้มาก ลูกน้องใต้บังคับบัญชาก็มาก ใครอยากได้ยศได้ตำแหน่งก็ต้องเสียเงินตามอัตราของตะกร้าใหญ่
ต้องนิมนต์เทศน์ติดเงินก้อนใหญ่ๆ เวลามาขอยศขอตำแหน่งก็ต้องหาพานมาประเคนมีแบงค์ใบใหญ่ๆ
ท่านก็เลยกลายเป็นพระมหาเศรษฐีใหญ่ มีลูกหนี้ใหญ่ๆ คือมีเงินให้กู้มากๆ มีทองจำนำเส้นใหญ่ๆ
มีกระเป๋าใส่เงินใบใหญ่ๆ แล้วก็เลยตกนรกขุมใหญ่ มีความทุกข์ทรมานใหญ่ รวมความแล้วท่านเป็นพระใหญ่
หลอกลวงใหญ่ เป็นมหาเศรษฐีใหญ่ ตกนรกขุมใหญ่ สมกับวาสนาบารมีใหญ่
ได้ถามท่านว่า
ขณะนี้มีทรัพย์สินอะไรที่พอจะเป็นเครื่องยืนยันความใหญ่ของท่านบ้าง ท่านตอบว่า ตามที่คณะกรรมการสำรวจสิ่งของที่ได้แล้วขณะนี้
มีเงินสดอยู่ ๗๓,๐๓๒.๗๕ บาท ทองคำที่รับจำนวนไว้ ๓๕ บาท ทองคำที่ซื้อไว้เองเพื่อเตรียมหมั้นแม่สาวน้อยเจ้าของร้านขายของมีค่ามีน้ำหนัก
๕๐ บาท ของที่คณะกรรมการตรวจพบไม่ได้
คือ เงินที่ชาวบ้านกู้ไปอีก ๔ หมื่นบาทเศษ อันนี้ไม่มีหลักฐาน ถามท่านว่าของที่ว่ามีขณะนี้อยู่ที่ไหน ท่านบอกว่าคณะกรรมการควบคุมไว้ ถามท่านอีกว่าวันนี้คุณยายไปเยี่ยมศพท่าน คุณยายจะทราบเรื่องนี้ไหม ท่านตอบว่าทราบ เพราะกรรมการเขาเขียนทรัพย์สินที่ค้นได้ใส่แผ่นกระดาษประกาศไว้ ดีใจที่ได้หลักฐานมายืนยันกับท่านยาย
๕.
ที่ท่านว่าเป็นกรรมหนักในฐานะที่ท่านเป็นพระปลอม คือ บวชแต่ตัว และมัวเมาในลาภ ยศ สรรเสริญ
และกามสุข มีพระที่มีศีลบริสุทธิ์บ้าง
มีสมาธิต้งมั่นบ้าง มีวิปัสสนาดีที่เป็นอริยเจ้ามาไหว้ท่าน ท่านก็เลยทำใหญ่ในฐานะเป็นเจ้าคุณ
กรรมนี้อีกข้อหนึ่งที่ชวนท่านลงอเวจี
เมื่อได้เรื่องแล้วก็ดีใจมาก ลาตาลุงกลับ ท่านเจ้าคุณก็ลงนรกไปตามตำแหน่งใหญ่ของท่าน เมื่อคุณยายกลับก็เอาเรื่องทรัพย์สินของท่านเจ้าคุณออกบรรยาย คุณยายตกใจมาก ถามว่า พ่อเล็กรู้มาได้อย่างไร เรียนท่านว่าเมื่อคุณยายไปฝั่งโน้น ฝั่งพระนคร
ชาวธนบุรีเรียกว่าฝั่งโน้น สมัยนั้นจากตลิ่งชันก็ไปลำบาก
ต้องมีเรือยนต์หรือไปเรือโดยสาร ที่บ้านไม่มีเรือยนต์ก็ต้องอาศัยเรือโดยสารขนาดเล็กของพระยาภิรมย์ภักดี
ออกเป็นเวลา วันหนึ่งเรือออกไม่เกิน
๕ เที่ยว การที่จะแอบอ่านป้ายเอามาเบ่งนั้นไม่มีทางทำได้แน่ เมื่อคุณยายท่านฟังแล้วท่านจึงแปลกใจถามว่าทราบมาได้อย่างไร จึงเรียนท่านว่า เมื่อคุณยายไปเยี่ยมศพท่านเจ้าคุณ
ผมก็ไปสืบทางเมืองนรก พบท่านเจ้าคุณลงอเวจี
ท่านลุงเรียกมาให้เล่าความประพฤติเมื่อท่านมีชีวิต ท่านเจ้าคุณบอกให้ฟัง ผมจึงทราบ เมื่อพูดจบท่านยายก็เรียกน้าสมใจที่ไปด้วยให้เอากระดาษที่จดทรัพย์สินท่านเจ้าคุณที่คณะกรรมการเขียนประกาศไว้ น้าสมใจอ่านให้ท่านฟัง เมื่ออ่านแล้วน้าสมใจก็บอกว่าตรงกันทุกอย่าง ท่านยายถึงกับเปล่งอุทานว่าไม่น่าเลย พระใหญ่พระโตทำไมเลวทรามอย่างนี้
พ่อเล็กไม่เคารพนั้นถูกแล้ว ยายเองเสียอีกยังโง่กว่าพ่อเล็ก
นี่เป็นมุมหนึ่งของนรกที่ใคร
ๆ ก็สามารถเห็นได้บวชเพื่อความเป็นพระ
แต่ถ้าท่านบวชกนเพื่อแสวงหาความรู้มาเป็นอาชีพ หรือเพื่อยศศักดิ์ เพื่อลาภผล
เพื่อเป็นเหยื่อล่อสตรีที่เห็นว่าดีว่างาม
ท่านไปตามท่านเจ้าคุณองค์นี้
ถ้าบวชแล้วปฏิบัติตามคำปฏิบัติตามคำปฏิญาณที่ให้ไว้เมื่อวันบวชว่า "นิพพานัสสะ
สัจฉิกิริยายะ เอตัง กาสาวัง คะเหตวา ปัพพาเชถะ มัง ภันเต" เขียนตัวหนังสืออาจพลาดจังหวะบ้างก็ช่างมัน แปลความว่า ท่านทั้งหลาย ข้าฯ ขอรับผ้ากาสาวพัสตร์เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน เป็นอันว่าท่านที่บวชเพื่อเข้าถึงพระนิพพานทุกองค์ เรื่องเห็นนรกสวรรค์เป็นเรื่องกล้วย ๆ ไม่มีอะไรหนักเลย ถ้าทำไม่เห็นก็จงทำตามแบบเจ้าเล็กเด็กอายุ
๑๒ ปี เอาแบบฉบับของเจ้าเด็กคนนี้เป็นครู มันก็คงไม่ยากอะไรเลย คุณยายหลังจากทราบเกียรติความดีเด่นระดับอเวจีของท่านเจ้าคุณแล้ว ต่อนั้นมาท่านพยายามหาแต่พระที่ควรบูชาเท่านั้น คนที่เป็นนักดูพระก็คือเจ้าเล็กคนเดนตายนั่นเอง
เมื่อท่านยายปรึกษาจะหาพระมาเทศน์ เจ้าเล็กก็ต้องไปหาตาลุง ตาลุงก็ชี้พระพอที่จะพบได้ในสมัยนั้น อยู่ไม่ไกลเกินไป ก็คือ
๑.
ท่านพระครูพิทักษ์สุวรรณบรรพต คณะ ๑๑
วัดสระเกศ จ.พระนคร
๒.
ท่านอาจารย์พริ้ง วัดมะกอก จ.พระนคร
๓.
หลวงพ่อสด วัดปากน้ำภาษีเจริญ จ.ธนบุรี
๔.
หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
๕.
หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
๖.
หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมด อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา
๗.
หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี
๘.
หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
แกบอกว่ามีอีกมาก เป็นพระอริยะก็มี เป็นพระโพธิสัตว์ก็มี ที่บอกมาแล้วนั้นมีทั้งพระอริยะและพระโพธิสัตว์ ทำบุญด้วยผลมากกว่าการลงทุน ท่านยายเคยรู้จักหลวงพ่อปานมาก่อน เมื่อเห็นหลวงพ่อปานติดอยู่ในบัญชีพระดีก็เลยไม่ไปไหน
เกาะหลวงพ่อปานแจ คือ ยึดความรู้ที่หลวงพ่อปานสอนแบบง่าย
ๆ ท่านภาวนาคำว่าพุทโธจนท่านสิ้นลมปราณ คือ พอขาดเสียง ท่านก็หมดลมพอดี ตอนจะตายถามท่านว่าคุณยายเห็นอะไร ท่านตอบว่าเห็นพระพุทธ ถามท่านว่าสวยไหมครับ ท่านบอกว่าสวยมาก และท่านก็บอกว่าพระท่านสวยมากขึ้นทุกที ในที่สุดหลวงพ่อองค์ยิ้มท่านก็มา ท่านใกล้จะสิ้นลมปราณเต็มที แต่ท่านสติดีมาก ท่านยิ้มทั้ง ๆ ที่ปากก็ว่าพุทโธ ท่านบอกว่า พ่อเล็ก หลวงพ่อองค์ยิ้มของหลานมาหายายแล้ว ถามว่าคุณยายอยากไปไหนครับ คุณยายบอกท่าน ท่านพาไปได้ ท่านยายบอกว่ายายไม่อยากเกิด ยายเบื่อเกิด ถามว่าท่านว่าอย่างไร ท่านยายบอกว่า ท่านยิ้มแล้วบอกว่าจะเอาไปพักในที่ไม่ต้องกลับมาเกิด
ต่อไปจะสบายมาก ท่านยายเรียก พ่อเล็กจุดธูปให้ยาย
๕ ดอก เอาดอกบัวมา ๕ ดอก จุดเทียนด้วย ยายจะเอาไปไหว้พระจุฬามณี ยายเห็นบ้านยายแล้ว
พระท่านชี้ให้ดู เมื่อจุดธูปเสร็จบอกท่านให้ทราบ ท่านบอกว่า ท่านขอลาทุกคน อะไรที่ล่วงเกินกันขอให้ต่างอภัยกัน แล้วท่านก็ว่าพุทโธ ๆ ๆ จนท่านสิ้นลมปราณ เมื่อคุณยายตายก็เลยถือโอกาสไปหาท่านลุง
เมื่อพบแล้วถามท่านว่าคุณยายไปอยู่ที่ไหน
ท่านลุงบอกว่าอยู่ดาวดึงส์ ถามว่าท่านยายจะมาเกิดอีกไหม ท่านลุงบอกว่า บารมีเขาดี เขาจะนพพานบนสวรรค์
ฉันฟังแล้วไม่รู้เรื่องเลยว่านิพพานเป็นอย่างไร
ปฏิปทาของฉันเมื่อเด็ก
ท่านอาจจะสงสัยว่าเรื่องของฌานสมาบัติต้องมีศีลดี ก็เมื่อเป็นเด็กจะมีศีลวิเศษขนาดไหน เรื่องนี้ฉันยอมรับว่าที่ฉันไปนรกได้ฉันไม่เข้าใจว่าเป็นฌานหรือเปล่า ฉันตายไปแล้ว เมื่อฟื้นขึ้นมาฉันก็ไปตามที่ฉันตายไป มันจะเป็นฌานหรือเป็นระเบียงบ้าน เรื่องนี้ฉันไม่เข้าใจ แต่ทว่าเมื่อฉันเป็นเด็กสิ่งที่ฉั้นปฏิบัติเป็นปกติจนถึงวันบวชพระก็คือ
๑.
ไม่ฆ่าสัตว์ จำได้ว่าเคยฆ่าปลาไม่เกิน
๖ ตัว เพราะผู้ใหญ่บังคับ ต่อมาไม่ยอมฆ่าอีกตลอดมาจนถึงวันบวช เว้นไว้แต่ที่คนข่มเหงฉัน
หรือผู้ร้ายที่ปล้นขาวบ้าน ถ้าฉันเลี่ยงไม่พ้นฉันยิง
และตายไปประมาณ ๓๐ คนเศษ คนเลวฉันคิดไปว่าไม่บาปเป็นความคิดสมัยก่อนบวช
๒.
ไม่ลักของใคร
๓.
ไม่เป็นชู้ภรรยาใคร แต่ลูกเขานี่ซิคิดว่าไม่ผิดศีล
เมื่อเขาเมตตาก็ต้องรับความปรานี อย่างนี้บาปหรือเปล่าใจตอนนั้นคิดว่าไม่บาปและไม่ได้ฝืนใจใคร
ทุกคนสมัครใจร่วมกัน คงไม่เป็นไรมาก
๔.
เรื่องโกหก ถ้าจะเอาบ้างแต่ก็ไม่ร้ายแรง ที่โกหกมากก็คือพวกสาว ๆ เพราะไม่โกหกแกไม่เชื่อ
เลยต้องโกหก ตามใจคนรักคงไม่บาป
๕.
เรื่องของคนเมาหรือการพนัน ปลอดแน่ นอกจากจะลองทดสอบความเมากับน้าคราวเดียว
คือ น้าเป็นนายตำรวจจับคนเมามาได้ แกก็บอกว่าที่แกด่าอาละวาดขาวบ้านแกเมาแกไม่รู้เรื่อง เพื่อทดสอบให้แน่ใจว่าคนเมาพูดเองและฟังคนอื่นพูดรู้เรื่องหรือเปล่า สองคนน้าหลานว่าน้ำตาลเมาเขามา ๑ ไหครึ่ง เห็นรู้เรื่องทุกอย่าง พูดเองกรู้ คนอื่นพูดก็รู้ ต่อไปเมื่อจับคนเมามาได้และถ้าแกแก้ว่าทำไปเพราะเมา
แกไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ถามแกว่าแกขอบเมาอะไร สุราชนิดไหน น้ำตาลเมา น้ำขาว อุ หรือเบียร์
เป็นต้น เมื่อแกบอกว่าแกเมาอะไรก็ไปหามาให้แก
เมื่อแกกินเมาแล้วก็ซ้อมด้วยไม้กระบอง ตีเสียช่ำมือทุกราย ถ้าแกบอกว่าเจ็บก็ไม่ยอมเลิกตี บอกแกว่าคนเมาไม่รู้เรื่องไม่เจ็บ
ล่อเสียอานไปหลายรายการ เพียงรายสองรายก็ปรากฏว่าในเขตของน้าหาคนเมาทำยายากเต็มทน
ที่ชอบเมาจริง ๆ ก็พยายามเมาในมุ้ง เป็นการปราบที่มีผลมาก ชาวบ้านสบายใจไปตาม ๆ กัน
นอกจากนี้แล้ว ขณะที่เป็นเด็กและฆราวาสมีอารมณ์แปลก คือ
มีความรู้ที่เกิดเอง คือ ที่ไหนก็ตามมีอะไรเป็นพิเศษ เช่น คนตาย ของดีกว่าปกติ เมื่อไปนอนคืนเดียวก็ปรากฏว่ารู้หมด
ว่าที่บ้านนี้หรือตรงนี้มีคนตายแล้วกี่คน อายุ รูปร่าง อากาป่วยเมื่อจะตาย ตายแล้วไปไหน
มันเห็นเองรู้เอง ไม่ได้ทำอะไร เพียงไปนอนเท่านั้น ถ้าไม่เห็นก่อนหลับก็ตอนตื่นใหม่ ๆ คนตายจะมาเล่าเรื่องของตนให้ฟังจนหมด เมื่อสว่างแล้วถามเจ้าของบ้านทุกบ้านพากันยอมรับว่าจริง
ปฏิปทาก่อนบวชมีเท่านี้ มันจะเป็นฌานเป็นสมาบัติ หรือเรื่องที่รู้มันรู้ได้อย่างไร
อ่านตำราแล้วไม่เข้าใจ ถ้าถามพระท่านบอกว่าของเก่าตามมา
เป็นอันว่า เรื่องเมื่อฟื้นจากตายความจริงมีเรื่องมากมาย เขียนสกพันหน้าก็ไม่จบ มันจะมีประโยชน์อะไร เขียนไปเขียนมาก็คุยกับตาลุง ไปสวรรค์ก็ไม่กล้าไป เขียนไปก็เปลืองสายตาคนอ่าน เลิกเขียนดีกว่า เอาเวลาเขียนไว้ตอนเข้าอุปสมบทต่อไป ตอนนี้ขอเอวังเพียงนี้ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน นี้เวลาว่างหายาก ก็ขอพักตอนที่สองไว้เพียงเท่านี้