ตัดกังวล

      โอกาสนี้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายได้พากันสมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานแล้ว การเจริญ พระกรรมฐานสำหรับวันนี้มีภาวะไม่เสมอกัน เพราะคนเก่าบ้างคนใหม่บ้าง ฉะนั้น วันนี้จะขอพูดในเรื่องกิจเบื้องต้นของพระกรรมฐาน ตอนสุดท้ายอาจจะพูดในตอนจบ การเจริญพระกรรมฐานมีอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือสมถภวานา แบบที่ ๒ ได้แก่วิปัสสนาภาวนา สำหรับสมถภาวนานี้เรามีความต้องการอย่างเดียว คือทรงสติสัมปชัญญะให้สมบูรณ์ ที่เรียกกันว่าจิตมีสมาธิ สำหรับวิปัสสนาภาวนานั้นใช้ปัญญาเป็นเครื่องภาวนาตามความเป็นจริงของขันธ์ห้า เรียกว่าพยายามยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริงนั่นเป็นบทของวิปสสนาภาวนา
      การเจริญกรรมฐานเบื้องต้นก็จำเป็นต้องใช้สมถภาวนา คือควบคุมอารมณ์จิตให้ทรงอยู่ถ้าสมถภาวนาของเราไม่ทรงตัว เราจะเห็นว่าวิปัสสนาภาวนาก็ไม่มีผล ถ้าหากว่าเราทรงจิตทรงสมถะทรงสมาธิได้มั่นคง ได้ถึงฌาน ๔ การเจริญวิปัสสนาภาวนาก็แสนง่ายการที่จะบรรลุมรรคผลก็กำหนดเวลาได้ตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ถ้ามีบารมีแก่กล้าก็จะได้สำเร็จอรหัตผลภายใน ๗ วัน ถ้ามีบารมีอย่างกลางก็จะได้สำเร็จอรหัตผลภายใน ๗ เดือนถ้ามีบารมีอย่างทรามที่สุดก็จะได้บรรลุอรหัตผลภายใน ๗ ปี
      คำว่าบารมีในที่นี้ก็ได้แก่กำลังใจ ถ้าเรามีกำลังใจครบถ้วนก็ได้ชื่อว่ามีบารมีเต็มที่การที่จะใช้ศัพท์ว่าเรามีบารมีอ่อน อันนี้ไม่เป็นความจริง เดิมทีก่อนจะเกิดมาถ้าจะมีบารมีอ่อนอาจจะเป็นไปได้ แต่ว่าบารมีนี้เราสร้างใหม่กันได้ ถ้าเกิดมาแล้วพบพระพุทธศาสนายังบอกว่าอ่อนอีกก็แสดงว่าขี้เกียจมากเกินไป ไม่รู้จักควบคุมกำลังใจ ปล่อยไปตามสภาวะของกิเลสมันจะมีผลอะไร แล้วมานั่งบ่นว่าทำไม่ได้ ก็เพราะว่าเรามันดีไม่พอ ใช้กำลังใจเป็นสำคัญ การจดจำถ้อยคำ คำแนะนำสั่งสอน การมีวิริยะอุตสาหะ มีสติมีปัญญาควบคุม อันนี้เป็นของสำคัญ การเจริญสมถภาวนาในตอนต้น ตอนต้นหรือตอนปลายมีสภาวะเหมือนกัน นั่นก็คือ

สารบาญ   หน้า 2