๒.ตัดนิวรณ์

      การอธิบายพระกรรมฐานคืนนี้ ก็ขอต่อเมื่อคืนนี้ เมื่อคืนนี้เราได้ย้ำกันถึงว่า จุดของการเจริญพระกรรมฐานที่จะพึงให้ได้ดีก็คือ
      ๑.ตัดกังกลเสียให้หมด ขึ้นชื่อว่ากังวลภายนอกได้แก่บุคคลอื่น นอกจากตัวเราหรือว่าวัตถุ กังวลภายใน ได้แก่ร่างกายเรา ตัดทิ้งไปเสียเลย ถือว่าภาระอันนี้เราไม่มีอีกเรามีแต่เฉพาะอย่างเดียวคือ คุมจิตให้เป็นสมาธิ หรือว่าใช้ปัญญาพิจารณารับรองความรู้ตามความเป็นจริง
      ๒.เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์
      ๓.ระงับนิวรณ์ห้าประการ และ
      ๔.ทรงพรหมวิหารสี่
      นี่เป็นหลักใหญ่ในการควบคุมกำลังใจ ถ้าหากว่าเราไม่สามารถจะควบคุมกำลังใจได้ตามนี้การเจริญพระกรรมฐานก็ไม่มีผล กฎสี่ประการนี้ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนจะต้องรักษาไว้ให้ได้ด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ ถ้ากฎสี่ประการนี้ประจำจิตของท่านบรรดาพุทธบริษัททุกขณะจิต จนเป็นเอกัคตารมณ์ คือมีอารมณ์ทรงตัว ขึ้นชื่อว่ากังวลไม่มี มีศีลบริสุทธิ์ ระงับนิวรณ์ห้าได้ตามกำลังใจที่เราต้องการ จิตทรงพรหมวิหาร ๔ ตลอดวันอย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า เข้าถึงเปลือกความดีของพระพุทธศาสนา นี่เราได้แค่เปลือกเท่านั้น ๔ ประการนี่
      ทีนี้การทรงความดีระดับเปลือก วันนี้ก็จะขอพูดต่อ การทรงความดีระดับเปลือกนี่เป็นฌาน ๔ ถ้าเราไม่สามารถจะทรงฌาน ๔ ได้ เราก็ยังไม่ถึงเปลือกเว้นไว้แต่เพียงว่า ถ้าจิตเราเข้าถึงปฐมฌานแล้วก็ทรงวิปัสสนาญาณได้ นี่เข้าถึงแก่น ถ้าแม้ว่าอารมณ์จิตจะไม่เข้าถึงฌาน ๔ แต่เป็นแต่เพียงปฐมฌาน แต่ว่าจิตทรงวิปีสสนาญาณได้ตัดสังโยชน์ตั้งแต่สังโยชน์สามขึ้นไป อย่างนี้ชื่อว่าถึงแก่นเป็นสาระเป็นแก่นสารอย่างยอดเยี่ยมที่พระพททธเจ้าต้องการ
      การจะทรงอารมณ์ได้ เราจะไม่พูดกันถึงพวกศีล พวกอะไรต่อไปอีก อันดับแรกเราต้องการทรงสมถภาวนา สมถภาวนานี่แปลว่า อุบายเป็นเครื่องสงบใจ เป็นกำลังสำคัญใหญ่สำหรับนักปฏิบัติเพื่อความดี

หน้า 9 สารบาญ หน้า 11