|
๑๗. พุทธานุสสติถึงสมาบัติ
วันนี้จะได้พูดถึงพุทธานุสสติกรรมฐานต่อ
เมื่อวานนี้ได้พูดถึงการเจริญกรรมฐานด้านพุทธานุสสติกรรมฐาน จากระบบปฏิบัติตามแบบที่พิจารณาพระคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
คือใคร่ควรความดีที่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทรงสั่งสอนตามแบบนี้ที่ในวิสุทธิมรรคท่านกล่าวว่า
การเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานย่อมมีกำลังแค่อุปจารสมาธิ แต่สำหรับพระอาจารย์สอนที่มีความฉลาด
ท่านสอนต่อๆกันมา คือสามารถดัดแปลงเอาพุทธานุสติกรรมฐานให้เป็นฌานสมาบัติจนกระทั่งเข้าถึงฌาน
๔ ได้วันนี้ก็จะได้อธิบายการเจริญพระกรรมฐานในด้านพุทธานุสสติกรรมฐานจากอารมณ์อุปจารสมาธิมาเป็นฌาน
๔ การเจริญกรรมฐานถ้ามีความเข้าใจ กรรมทานทุกกองก็ทำเป็นฌาน ๔ ได้เหมือนกันหมด
แล้วก็ต่อเป็นสมาบัติ ๘ ก็ได้
การเจริญพุทธานุสสติกรมฐานให้เป็นฌาน
ท่านก็ใช้คำภาวนาเป็นพื้นฐาน คือ ใคร่ควรตามความดีที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนตามแบบที่กล่าวมาล้าถ้าต้องการให้เป็นฌานอย่างยิ่ง
ก็งดการพิจารณานั้นเสีย จิตน้อมยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้าที่เชื่อว่าจิตน้อมยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้านี่
เราไม่ได้ถือเนื้อถือหนัง ถือรูปร่างของท่านเป็นสำคัญ เนื้อหนังรูปร่างของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้ามิได้ถือว่าเป็นพระพุทธเจ้า เพราะความเป็นพระพุทธเจ้ามาจากการบรรลุธรรมะพิเศษไม่ใช่ว่าเกิดมาเป็นคนแล้วก็เป็นพระพุทธเจ้า
ฉะนั้น พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ในตอนที่จะเข้าสู่พระปรินิพพานที่ระหว่างนางรังทั้งคู่ว่า
อานันทะ ดูกรอานท์ เมื่อเรานิพพานไปแล้ว
พระธรรมวินัยที่เราสอนเธอทั้งหมดนี่จะเป็นศาสดาสอนเธอ ศาสดานี่แปลว่าครู
นี่เราจะเห็นได้ว่าความเป็นพระพุทธเจ้าก็คือพระธรรมคำสอนนั่นเอง
เรามาเปลี่ยนแปลงจากการพิจารณาความดี เอาจิตเข้ามาพิจารณาจุดเล็ก คือแทนที่จะเป็นการใคร่ควร
กลับมาภาวนา นึกว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณยิ่งใหญ่ เราจะผูกใจของเราให้จับอยู่เฉพาะความดีของพระพุทธเจ้าเท่านั้นท่านจึงสอนให้ใช้คำภาวนาแทนที่จะพิจารณา
แต่ว่าเราก็ไม่ทิ้งคำพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า ให้จิตเข้าถึงความดีของพระองค์
เป็นการสร้างธรรมปีติ ความมั่นใจในความดีก่อน
|