|
๑๘.ศีลานุสสติโดยพิสดาร
ต่อแต่นี้ไปบรรดาท่านทั้งหลายได้สมาทานศีลและสมาทานพระกรรมฐานแล้ว
ก็ตั้งใจเจริญสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ การเจริญสมาธิจิตวันนี้ก็จะขอพูดต้นยันปลาย
และเป็นการพูดแต่เพียงโดยย่อ การเจริญสมาธิจิตนี่ตามแบบขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่แบ่งออกเป็นสองสายด้วยกัน
คือตามแบบของกรรมฐาน ๔๐ นี่สายหนึ่งและตามหลักสูตรของมหาสติปัฏฐานอีกสายหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของมหาสติปัฏฐานสูตรเป็นการเจริญพระกรรมฐานเพื่อสุกขวิปัสสโกแต่อย่างเดียว
สำหรับในกรรมฐาน ๔๐ เป็นสูตรสำหรับเจริญพระกรรมฐานรวมทั้งสุกขวิปัสสโก เตวิชโช
ฉฬภิญโญ และปฏิสัมภิทัปปัตโต การปฏิบัติก็ขอให้พุทธบริษัทเลือกปฏิบัติกันตามอัธยาศัยการที่จะปฏิบัติแบบไหนก็ตาม
ก็ขึ้นกับอารมณ์จิตอย่างเดียว
อันดับแรกให้มีสัจจะธรรมประจำใจเข้าไว้
สัจจะแปลว่าความจริงใจ ทรงความจริงเข้าไว้ว่า เราตั้งใจจะทรงสมาธิ คำว่าสมาธินี่ไม่ใช่แปลว่านอนหลับ
หมายถึงว่าจิตทรงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งไว้โดยเฉพาะ เช่นเราจะทรงอานาปานสติกรรมฐานคือกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก
ก็ให้จิตจับอยู่เฉพาะลมหายใจเข้าออก ไม่ปล่อยให้จิตซ่านไปสู่อารมณ์อื่น หรือเราจะเจริญพุทธานุสสติกรรมฐานในด้านอนุสสติ
๑๐ ก็ดี กสิณ ๑๐ ก็ดี อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัฏฐาน ๔ หรือพรหมวิหาร
๔ ก็ตาม ก็ให้จิตจับเฉพาะอยู่อย่างนั้นโดยเฉพาะ อารมณ์ที่ทรงอยู่ตามที่เราปรารถนานั่นเรียกว่าจิตเป็นสมาธิ
นี่ การที่เราจะได้ดีหรือไม่ได้ดี มันก็อยู่ที่ความจริงใจของเราเท่านั้น
การเจริญพระกรรมฐาน ที่บอกว่าทำแล้วไม่ได้ดีก็เพราะคนเราหาความจริงไม่ได้นั่นเอง
ไม่ใช่มีอะไรอยากลำบากอะไรที่ไหน เป็นของธรรมดา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงหาอะไรมาสอนเรา
นอกจากนำกฏธรรมดาที่เรามีอยู่ให้เรามาใช้มาปฏิบัติให้ถูกทางเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาธิจิตเราก็ใช้กันอยู่เป็นปกติ
เช่นรู้ว่าเวลานี้เรานั่งอยู่ เราคุยตามเรื่องตามนั้น ได้ผิดไปตามปกติไม่ผิดพลาด
เราทำกิจการงานอะไรอยู่เราก็ทำกิจการอย่างนั้นโดยไม่ผิดพลาด อย่างนี้ชื่อว่าจิตเป็นสมาธิ
|