๑๙.พุทธานุสสติเป็นวิปัสสนา

      วันนี้ก็จะขอพูดเรื่องพุทธานุสสติต่อ เพราะว่าพุทธานุสสติตามที่กว่ามาแล้วเราจัดเป็นระดับ ๔ ระดับด้วยกัน คือ
      อันดับแรก การพิจารณาตามแบบ คือพิจารณาความดีของพระพุทธเจ้า โดยใช้คำว่า อิติปิโสภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ เป็นต้นใช้จิตใคร่ครวญในด้านของจริยาของพระองค์สร้างความเลื่อมใสให้เกิด สร้างความผูกใจให้เกิดในพระพุทธเจ้าอย่างนี้ผลจะพึงมีได้เพียงแค่อุปจารสมาธิ
      ถ้าเราจะทำพุทธานุสสติกรรมฐานให้เป็นสมาบัติ ท่านสอนให้จับภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เราพอใจ เวลาที่ภาวนาไปว่าพุทธโธหรืออรหังก็ตามเอาจิตนึกถึงภาพนั้นเป็นอารมณ์อย่างนี้ถือว่าเอาภาพพระพุทธรูปเป็นกสิณ ถ้าปฏิบัติแบบนี้ก็สามารถทรงเข้าถึงฌานที่ ๔ ได้ จัดว่าเป็นรูปฌาน
      ถ้าจะทำพุทธานุสสติให้เป็นอรูปฌานเป็นสมาบัติ ๘ ก็ให้จับภาพพระพุทธรูปนั้นทรงอารมณ์จิต ให้เข้าถึงฌาน ๔ เมื่อทรงจิตสบายแล้วก็เพิกภาพกสิณนั้นทิ้งไป คือถอนภาพออกจากใจ พิจารณาอากาศวิญญาณ ความไม่มีอะไรทั้งหมด แล้วสัญญาหรือไม่มีสัญญา ที่เรียกว่าอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือไม่พิจารณารูปเป็นสำคัญไม่ต้องการรูป ต้องการแต่นามฝ่ายเดียวเพราะท่านที่ปฏิบัติแบบนี้เพราะมีความรังเกียจในรูป ถือว่ารูปเป็นปัจจัยนำมาซึ่งความทุกข์ เกิดไปชาติหน้าไม่ต้องการรูปอีก และเป็นสมถภาวนาจัดเป็นรูปฌาน
      ในอันดับนี้ เราต้องการจะใช้พุทธนุสสติกรรมฐานให้เป็นวิปัสสนาญาณ ท่านให้ตั้งอารมณ์จิตของเรายึดภาพพระพุทธรูปเป็นอารมณ์ ทำภาพให้เห็นชัดด้วยจิตเป็นสมาธิถึงฌาน ๔ และจะสามารถบังคับรูปนั้นให้เล็กก็ได้ ให้โตก็ได้ และบังคับให้หายไปก็ได้ เป็นไปตามความต้องการ บังคับให้รูปนั้นปรากฏขึ้นก็ได้ หายไปก็ได้ สลับกันไปสลับกันมาอย่างนี้ แล้วก็จับภาพนั้นเป็นอารมณ์ พิจารณาว่าพระรูปโฉมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ความจริงพระพุทธเจ้าทรงเป็นอัจฉริยมนุษย์ เป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐสุด มนุษย์ผู้มีความอัศจรรย์ ไม่มีบุคคลใดจะเสมอเหมือน

 

หน้า 122 สารบาญ หน้า 124