๒๒. ธรรมานุสสติแบบพิจารณา

      การอธิบายเรื่องการปฏิบัติพระกรรมฐานในวันนี้ ขออธิบายเรื่องธรรมานุสสติกรรมฐาน อนุสสติทั้ง ๑๐ ประการ มีพุทธานุสสติ เป็นต้น และมีอานาปานาสติเป็นประโยสาน ตามแบบฉบับท่านบอกว่า ทรงได้แค่เฉาพะอุปจารสมาธิ ไม่สามารถจะเข้าถึงฌานได้ แต่ทว่าถ้าเรามีความฉลาด เราก็สามารถจะทำอนุสสติทั้งหมดเข้าถึงสมาบัติ ๘ ก็ได้ แล้วก็เป็นบาทของวิปัสสนาญาณ เข้าถึงวิปัสสนาญาณเบื้องสุด ถึงอรหัตผลก็ได้ นี่เป็นเรื่องของความฉลาด หรือความโง่ของนักปฏิบัติ
      สำหรับธรรมานุสสติกรรมฐาน ท่านแปลว่า นึกถึงความดีของพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปกติ อนุสสติแปลว่าตามนึกถึง ธรรมา คือธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้
      ธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้มีทั้งหมดด้วยกัน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เราจะไปนำเอาธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์มานั่งใคร่ครวญในเวลาเดียวกันย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะเวลาจำกัด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องถือเอาหัวใจของพระศาสนาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเป็นปัจฉิมวาจา คือว่าเป็นการประกาศให้บรรดาพระสงฆ์ทั้งหลายที่ไปประกาศพระศาสนาถือเป็นแบบฉบัย เรียกว่าโอวาทปาฎิโมกข์ว่า
                  สัพพปาปัสสะ อกรณัง  ท่านทั้งหลายจงแนะนำให้ชาวบ้านทั้งหลาย
                                                          จงละความชั่วเสียทั้งหมด
                  กุสลัสสูปสัมปทา          จงประพฤติปฏิบัติแต่ความดี
                  สจิตตปริโยทปนัง          จงทำอารมณ์จิตของตนให้ผ่องใส
                  เอตัง พุทธาน สาสนัง   ท่านทรงรับรองว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
                                                         ตรัสอย่างนี้เหมือนกันหมด
      เวลาที่เราจะพิจารณาพระธรรมตามแบบของอนุสสติที่เรียกว่าเป็นอุปจารสมาธิเป็นอันดับสูงสุด ก็มาพิจารณากันใน ๓ ข้อนี้ เรานึกไว้เสมอว่าขึ้นชื่อว่าความชั่วทั้งหมดเราจะไม่ทำ แล้วความชั่วอันดับหยาบที่เราจะมองเห็นกันได้ง่าย ก็คือ การละเมิดศีล ๕ ประการ เราจะไม่ยอมละเมิดเด็ดขาด หากว่าเราไม่ละเมิดศีล ๕ ประการได้ ก็ชื่อว่าเรา

 

หน้า 147 สารบาญ หน้า 149