๖. ปฐมฌาน

      วันนี้ก่อนที่จะศึกษาอย่างอื่น ก็ให้คำนึงถึงกฎธรรมดาเป็นสำคัญ กฎธรรมดาที่จะมีสำหรับเรานั้นก็คือ ชาติปิ ทุกขา เกิดความเป็นทุกข์ ชราปิ ทุกขา ความแก่เป็นทุกข์ มรณมปิ ทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ โสกปริเทวทุกขโทมนัสเป็นต้น ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ ความพลัดพลากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ มีอารมณ์ขัดข้องหรือความปรารถนาไม้สมหวังเป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า เราเกิดมาเพื่อประสบกับความทุกข์ ไม่มี ถ้าหากเรายังยึดถือว่า ร่างกายเป็นของเรา ทรัพย์สินเป็นของเรา ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเป็นของเรา อารมณ์มันก็เกิด เกิดเพราะว่าเราเกาะที่เรียกว่า อุปาทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ คือ มีลาภ ดีใจ ลาภสลายตัวไป เสียใจ มียศ ดีใจ ยศสลายตัวไป เสียใจ มีความสุขในกาม ดีใจ ความสุขหมดไปร้อนใจ ไดรับคำนินทา เดือดร้อน ได้รับคำสรรเสริญ มีสุข นี่ก็ถือว่าเป็นอารมณ์ของอุปาทาน สร้างความทุกข์ สร้างความหวั่นไหวให้เกิดขึ้นกับเรา
            ทำอย่างไร เราจึงจะพ้นทุกข์ ?
      องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แนะนำให้พวกเราถือว่า ใช้อารมณ์คิดอยู่เสมอว่ากฏนี้เป็นกฏธรรมดาของโลกที่เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงมันได้ ถ้ามันเกิดขึ้นกับเราก็ถือส่า ช่างมัน ตามศัพท์ภาษาบาลีท่านเรียกว่า ขันติ ความอดทน ถ้าใช้คำว่าอดทนมันเข้าใจยาก ใช้ภาษาไทยธรรมดาดีกว่า ว่ามันจะเกิดขึ้นมาประเภทไหนก็ช่างมัน
      เกิดเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะการแสวงหา การเลี้ยงชีวิต การประกอบอาชีพ การบริหารร่างกาย การบริหารหมู่คณะ กิจที่จะต้องทำมันเหนื่อยยาก ได้รับความขัดข้องใจเราถือว่าเราทำตามหน้าที่ เราทำไว้เต็มความสามารถแล้วใครจะติว่าดีหรือไม่ดี ไม่ถือ ไม่ปรารภว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะองค์สมเด็จพระทรงธรรม์กล่าวว่า นตฺถิ โลเก อนินฺทิโต คนที่ไม่ถูกนินทาเลยไม่มีในโลก ฉะนั้น การนินทาว่าร้ายอะไรก็ตาม ก็ถือว่าช่างมัน เป็นธรรมดา ทุกอย่างเราทำงานตามหน้าที่
      ถ้าความเกิดมันเป็นทุกข์อย่างนี้ เราก็ถือว่านี่เพราะว่าอาศัยเราโง่เราจึงเกิด โง่เพราะอะไร โง่เพราะยึดมันว่า ร่างกายมันเป็นเรา เป็นของเรา เรามีในร่างกาย ร่างกายมันมีในเรา เมื่อยึดร่างกายเสียอย่างเดียว ก็เลยยึดทรัพย์สินภายนอกไปด้วย

หน้า 34 สารบาญ หน้า 36