|
๙.อานาปานสติโดยย่อ
ต่อแต่นี้ไปวาระที่ท่าน
ทั้งหลายจะเจริญสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ ขอได้โปรดทราบว่าการเจริญพระกรรมฐาน
ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาก็ตามที อย่างนี้ท่านเรียกว่าเป็นปรมัตปฏิบัติ
ถ้าจัดเป็นบารมีก็เรียกว่าเป็นปรมัตลบารมี เป็นการสร้างกำลังใจในส่วนของกุศล
วันนี้จะขอพูดย่อพอเล็กน้อย การที่เราทำแบบนี้ก็เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแนะนำไว้ว่าความเกิดเป็นทุกข์
ชาติปิ ทุกขา ความเกิดเป็นทุกข์ เราก็จะเห็นได้ว่า การเกิดเป็นทุกข์ การเกิดนี่เราหยุดไม่ได้
ต้องทำงานทุกอย่างเพื่อความเป็นอยู่ของเราและความเป็นอยู่ของครอบครัว แม้ว่าเราจะประกอบกิจการงานใดก็ตาม
มีทรัพย์สินมากมายเพียงใดก็ตาม ในที่สุดเราก็ต้องตาย ถ้าหากว่าเราตายไปแล้วและความชั่วมันเกาะใจ
มันก็จะพาไปลงอบายภูมิที่เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรตอสุรกาย สัตว์เดรัจฉานเป็นต้น
ถ้าเรามีความดีเกาะจิตของเรา เราก็ไปเกิดอย่างเลวที่สุดก็เป็นมนุษย์ชั้นดี
หรือเป็นเทวดาเป็นพรหม ถ้าบริสุทธิ์เต็มที่ก็ถึงพระนิพพาน
การที่จิตของเราจะเกาะความดีหรือว่าความดีจะเกาะจิตเราไปได้ก็ต้องอาศัย
๑. การให้ทาน
๒. การรักษาศีล
๓. การเจริญภาวนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการภาวนานี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องการทำจิตให้ชินกับจิตที่เป็นกุศล
เพราะว่าการเจริญพระกรรมฐานฝ่ายกรรมฐาน ๔๐ ก็ดี วิปัสสนาญาณก็ดี จัดว่าเป็นกุศลทั้งหมด
ทีนี้องค์สมเด็จพระบรมสุคตทรงกล่าวว่าเป็นปัจจัยให้เข้าถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น
ขอบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโปรดทราบว่า การเจริญพระกรรมฐานอันดับแรกก็มีความประสงค์ให้ทรงสติสัมปชัญญะ
คือให้มีสติสัมปชัญญสมบูณ์ ไม่ลืมความดี มีการให้ทานรักษาศีล มีการเจริญภาวนา
การเจริญภาวนาที่เราต้องการให้จิตสงบจากอกุศล
และจิตน้อมอยู่ในส่วนของกุศลเป็นปกติ โดยปกติพระโบราณาจารย์ท่านแนะนำให้นึกถึงความดีของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
โดยใช้คำภาวนาว่า พุทโธ แต่ว่าถ้าภาวนาเฉยๆ จิตก็จะลอยเกินไปไม่มีที่เกาะ
เพราะจิตมีสภาพวัดแกว่ง เพราะฉะนั้น ท่านจึงแนะนำให้จับอานาปานสติกรรมฐาน
|