|
๑๒.อริยสัจโดยย่อ ต่อไปนี้เป็นเวลาที่ท่านทั้งหลายจะเจริญสมาธิจิตและวิปัสสนาญาณ สำหรับวันนี้ก็จะขอพูดอริยสัจย่อเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ความจริงเรื่องใจนี้เราบอกให้เตือนมาทุกวัน แต่ทว่ายังมีบางท่านลืมเตือนตลอดจนกระทั้งลืมกาลลืมสมัยไม่รู้กาลอันใดควรอันใดไม่ควร อันนี้ก็เป็นที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง คือว่าคำสอนตลอดพรรษาไม่มีประโยชน์ จงรู้ตัวใว้ด้วยว่าการทำอะไรไม่รู้กาลไม่รู้สมัยมันเป็นโทษสำหรับตัวเอง คือเป็น คนขาดเสน่ห์สำหรับตนเอง คือไปอยู่สังคมไหนเขาก็รังเกียจไม่ว่าไปอยู่กลุ่มไหนทั้งหมด ไปอยู่ในกลุ่มบัณฑิตๆ ก็รังเกียจ ไปอยู่กลุ่มโจรๆ ก็รังเกียจ นี่เราจะดีได้อีกมุมหนึ่งก็คือกาลัญญุตา รู้จักกาลรู้จักสมัย เมื่อเวลาใดควร เวลาไหนไม่ควร ปริสัญสุข ถ้าเรากลายเป็นคนที่ไม่รู้จักกาลรู้จักสมัยไม่รู้บริษัทคือหมู่คณะหรือบุคคลว่ากาลใดมันควรหรือไม่ควร กาลใดที่ไม่ควรเราทำก็จะเห็นเป็นเรื่องแสลงใจของญุตา รู้จักบริษัท คือคณะของบุคคล กิจที่เราจะทำ คำที่เราจะพูด ในบุคคลนั้น คณะนั้น เวลานั้น จะควรหรือไม่ควร อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ และจริยาที่เราพึงปฏิบัติก็เหมือนกัน ดูกาล ดูสมัย ดูบริษัท ดูคณะบุคล ถ้าเราทำตนไม่เหมาะสมกับกาลสมัยก็กลายเป็นแกะดำในกลุ่มนั้นไป นี่บรรดาท่านทั้งหลายที่จะอยู่ต่อไปก็ดีหรือว่าจะสึกก็ดี จงใคร่ควรเรื่องนี้ไว้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการปฏิบัติเพื่อการอยู่เป็นบุคคลบริษัทหรือหมู่คระเหล่านั้น นี่ก็เป็นภัยใหญ่สำหรับเรา พอที่จะได้กินข้าวเลยไม่ได้กิน ถ้าจำไปอาศัยที่พักนอนเขาก็เลยไม่ให้พักไม่ให้นอน ไม่ให้อาศัยมันเป็นภัยใหญ่คือความเดือดร้อนของเราเอง คือการที่จะทรงตัวอยู่อย่างเป็นสุข ก็ต้องรู้จักระมัดระวัง รู้จักเวลาที่เราจะต้องพูด กิจที่เราควรทำหรือไม่ควรทำ พระวินัยเราฟังกันมาทุกวันจะดีได้เหมือนกัน แต่ทว่าเข้าใจว่าฟังเข้าหูซ้ายแล้วก็ออกหูขวา บางทีก็เลยหัวไปเลย จำอะไรไม่ได้ นี่มันเป็นโทษใหญ่ สำหรับเราเอง นี่เราจะพิสูจน์กันได้ว่าท่านทั้งหลายจะสนหรือไม่สนในธรรมวินัย กรรมฐานทำทุกคืน เช้ามืดก็มีกลางวันก็มี และตอนเย็นมีพระวินัย แต่ทว่าพวกเราก็ยังไม่สนใจ แต่จริยาที่ประพฤติปฏิบัติออกมามันเป็นอาการแสดงออกชัดว่าเราบวชเข้ามาในศาสนาขององค์สมเด็จพระทรงสวีสดิโสภาคย์นี่สักแต่ว่าบวชเท่านั้นไม่ได้ตั้งใจบวชด้วยดี อย่างนี้บวชแล้วเอานรกไป ไม่ได้เกิดแม้แต่มนุษย์
|
| หน้า 66 | สารบาญ | หน้า 68 |