จนกระทั่งถึงเป็นเสมียน เป็นพ่อค้าคหบดี เศรษฐีมหาเศรษฐี คนยากจนเข็ญใจ จนกระทั่งถึงขอทาน และคนทุพพลภาพ ความจริงการเกิดมาเป็นคนหรือเป็นมนุษย์เหมือนกันแล้ว ทำไมจึงมีสภาวะไม่เหมือนกัน นี่ซิมันน่าสงสัย อันนี้ ก็อยากจะพูดให้บรรดาท่านพุทธบริษัทฟังว่า ทำไมหนอ คนเราเกิดมาแล้วจึงมีสภาวะไม่เหมือนกัน บางคนสวย บางคนจน บางคนที่มีอำนาจวาสนาดี บางคนอำนาจวาสนาน้อย บางคนบริบูรณ์สมบูรณ์ บางคนบกพร่อง บางคนร่างกายอาการ ๓๒ ครบ บางคนขาขาดวิ่นไปไม่ครบถ้วน เป็นอะไร ทำไมถึงเป็นยังงี้ ทีนี้ ถ้าหากเราเห็นสภาวะของคนไม่เสมอกันแบบนี้ ก็ต้องหันไปดูคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า กัมมัง สัตเต วิภัชชติ แปลว่ากรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ กรรมอะไรเล่า บรรดาท่านพุทธบริษัท กำหมัดหรือว่ากำมือ จะเรียกว่ากำหมัดหรือว่ากำมือไปทุบไปต่อยใครน่ะไม่ใช่ กรรมตัวนี้แปลว่าการกระทำ การกระทำของเราแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน คือ ทำด้วยกาย ทำด้วยวาจา แล้วก็ทำด้วยใจ คือใจคิด ท่านเรียกว่ามโนกรรม ปากพูดเรียกว่าวจีกรรม กายทำเรียกว่ากายกรรม นี่ กรรมมี ๓ อย่าง จำไว้ให้ดี ว่ากรรม คือการกระทำ ใจทำ ก็หมายความว่าใจคิดอยากจะทำโน่น จะทำนี่ จะทำนั่น วจีกรรมก็หมายความว่าปากพูดอย่างนั้นปากพูดอย่างนี้ แล้วกายทำก็เอามือเอาเท้าไปทำ นี่เรียกกันว่ากรรมเหมือนกัน กัมมัง สัตเต วิภัชชติ กรรมย่อมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ หมายความว่าคนที่เกิดมาในโลกนี้มีความดีความชั่วไม่เสมอกัน กรรมแบ่งเป็น ๒ อย่าง คือ กุศลกรรมอย่างหนึ่ง และ อกุศลกรรมอย่างหนึ่ง กุศลกรรมแปลว่า การกระทำด้วยความฉลาด ทำเพื่อแสวงหาความสุขใส่ตัว และแสวงหาความสุขให้แก่สังคมของโลก อกุศลกรรมได้แก่กระทำฝ่ายโง่ ทำเพื่อแสวงหาความสุขใส่ตัวและเบียดเบียนชาวบ้านเขา ตัวเองพลอยเดือดร้อนไปด้วย บางทีไปไหนคนเดียวไม่ได้ ต้องมีบริวารแวดล้อมเพราะเกรงอันตราย ตัวเองเป็นคนมีอำนาจวาสนา แต่เกรงอันตรายมาก หวาดหวั่นต่อความตายอยู่เสมอ และมีความมั่งมีศรีสุข มีทรัพย์มาก มีอำนาจวาสนดี แต่ก็ต้องเกรงกลัวต่อความตาย เกรงกลัวต่ออันตรายที่จะมาถึงตน ทั้งนี้ ก็เพราะว่าการกระทำแบบนั้นเป็นการกระทำเกี่ยวกับความโง่เป็นสำคัญ โง่ที่เห็นแก่ตัวเกินไป ไม่ยอมให้ความสุขแก่บุคคลอื่น แสวงหาความสุขเพื่อตัวหาความร่ำรวยเพื่อตัว หาอำนาจวาสนาเพื่อตัว ทีนี้ชาวบ้านเขาก็เกลียด

 

หน้า 118 HOME หน้า 120