อทิสมานกาย

      ท่านสาธุชนทั้งหลาย วันนี้อาตมาจะพาท่านพุทธบริษัท ออกท่องเที่ยวต่อไปเพราะว่าได้ให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายติดตามทัศนาจรมานอนสบายกันอยู่ที่เมื่องมนุษย์ ความจริงมันก็เป็นเรื่องของเราเอง ที่เราอยู่กันมาตลอดกาลใกล้จะตายไปตามๆ กันอยู่แล้ว ความจริงวันนี้ตั้งใจพาบรรดาญาติโยมพุทธบริษัทไปชมเทวดา แต่ก็บังเอิญมานึกได้ว่า ถ้าจะไปชมเทวดาเสียตั้งแต่วันนี้ เรื่องที่บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทสงสัยก็จะไม่หมดไป
      คือมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของบุคคลที่เกิดมาแล้ว ความชั่วไม่มี ความดีไม่ปรากฏ เรื่องนี้บรรดาท่านพุทธบริษัทพูดกันมาก ว่าถ้าเราเกิดมาแล้ว เราไม่ควรทำความชั่ว และเราไม่สร้างบุญสร้างกุศล จะมีผลเป็นประการใด สำหรับเรื่องราวต่อไปและเรื่องนี้ อาตมาจะขอนำท่านไปชมแต่เพียงย่อๆ ขอย้อนกลับไปถึงสมัยเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงมีชีวิตอยู่ สมัยนั้นองค์สมเด็จพระบรมครูได้เทศน์สอนพุทธบริษัทถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ ประโยชน์มิใช่ประโยชน์ การทำความดีและความชั่วมีผลเป็นประการใด อันนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ทว่าในสมัยนั้นก็มีคนดีวิเศษอยู่คนหนึ่ง ความจริงอาจจะมีหลายคน แต่ทว่าพระอรหันต์สมัยนั้นไม่ได้บันทึกไว้ ท่านบันทึกไว้คนเดียวคืออานันทเศรษฐี ท่านอานันทเศรษฐีผู้นี้ มีทรัพย์ถึง ๘๐ โกฏิ หรือว่า ๑๖๐ โกฏิ จำไม่ได้นะ จำไม่แม่นนักเพราะเวลาพูดนี้ไม่ได้นำตำรามา เป็นอันว่าท่านเป็นมหาเศรษฐีใหญ่มีเงินมาก ท่านมีความรู้สึกของท่านว่าทรัพย์สินของท่านที่ได้มานี้ ชาวบ้านไม่ได้ให้ท่าน เป็นทรัพย์ของวงศ์ตระกูลท่านสร้างขึ้นมา แล้วก็ปกครองกันเป็นทอดๆ เรื่องอะไรที่เราจะไปเชื่อพระสมณโคดม ซึ่งเป็นศากยบุตรออกมาบวชแล้วก็มายุยงชาวบ้านให้มาบำเพ็ญทาน แจกทรัพย์แจกสินของตนให้แก่บุคคลอื่น คนทั้งหลายเหล่านั้นไม่เคยมาช่วยเราหา ไม่เคยมาช่วยเราทำ เราจะไป ให้ประโยชน์อะไรของคนอื่น เราก็ไม่ยอม ของเราเราก็ไม่ให้ใคร นี่เป็นอัธยาศัยของท่านอานันทเศรษฐี และยิ่งไปกว่านี้ ขึ้นชื่อว่าบาปบุญคุณโทษใดๆ ท่านก็ไม่ทำ ปาณาติบาต อทินนาทาน

 

หน้า 133 HOME หน้า 135