เป็นอันว่าตอนนี้ลูกชายของท่านอานันทเศรษฐีเชื่อแล้วว่า องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เด็กคนนี้คืออานันทเศรษฐีพ่อของแก แกก็เลยเชื่อเพราะผลความจริงปรากฏ แกก็เลยรับภาระเลี้ยงพ่อของแกต่อไป
      นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย เรามานั่งชมมนุษย์คนดีกันที่ท่านทั้งหลายสงสัย แล้วก็เรื่องที่อาตมาพูดวันนี้ นำมาจากพระสูตรที่พระอานนท์อ้างว่า เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอง แล้วพระอานนท์ก็ได้เห็นแล้วก็ได้ยินเองด้วย ท่านจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ เพราะว่าอาตมานี่เป็นลูกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า เวลาเทศน์อะไร ไม่เคยบังคับให้ใครเชื่อ ทรงแสดงว่า อักขาตาโร ตถาคตา ตถาคตเป็นแต่เพียงตนบอก บอกแล้วจะจำหรือไม่จำ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามก็ช่างประไร ใครมีหน้าที่ปฏิบัติตามก็ปฏิบัติตาม ไม่อยากปฏิบัติตามก็ตามใจ พระพุทธเจ้าเวลาเทศน์สอนใคร ใครก็ไม่ต้องเสียเงินเสียทอง เรื่องนี้ก็เหมือนกัน อาตมานำมาเล่าให้ท่านพุทธบริษัทฟัง ก็ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อ มีหน้าที่พูดให้ฟัง พูดแล้วก็แล้วกันไป ไม่ได้ติดใจ ไม่ได้สนใจว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ถ้าหากว่าจะพิสูจน์กันจริงๆ ละก็ เอายังงี้ก็แล้วกัน ท่านสร้างความดีอะไรมาบ้าง ลบล้างมันเสียให้หมด นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ เราไม่ให้ของใคร ของใครเราก็ไม่เอา เรียกว่าของไม่ให้เขาของเขาเราก็ไม่เอาด้วย ลองมันดูซิ แล้วก็ลองตายมันดูว่าจะเป็นแบบอานันทเศรษฐีไหมพูดแบบนี้ เข้าใจว่าไม่มีใครกล้าพิสูจน์
      เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องนี้ จะมีข้อเท็จจริงเพียงใดหรือไม่นั้น ขอให้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านเป็นผู้วินิจฉัย เพราะว่าเวลานี้มองดูนาฬิกา ปรากฏว่าเวลาหมดเสียแล้ว เป็นอันว่าการชมเรื่องราวของเมืองมนุษย์ ถ้าจะชมกันมันก็เยอะ ชีวิตนี้ทั้งชีวิตฟังไม่หมด ขอนำมาเป็นตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ หนังสือจะได้ไม่โตเกินไป เรื่องราวของมนุษย์คราวนี้ ถือว่าเป็นวาระสุดท้าย เป็นเรื่องสุดท้าย ต่อไปจะได้นำเรื่องของเทวดามาเล่าให้ท่านพุทธบริษัทฟัง แล้วก็พาท่านทั้งหลายที่ติดตามทัศนาจรมาไปชมตามอัธยาศัย
      สำหรับวันนี้ เวลาหมดเสียแล้วนี่ บรรดาท่านพุทธบริษัท เห็นจะต้องลากลับก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล จงมีแด่ท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังและผู้ติดตามทุกท่าน สวัสดี.

หน้า 139 HOME หน้า 141