|
กรรมที่นำสู่อเวจีมหานรก
ท่านสาธุชนทั้งหลาย
วันนี้ครบ ๗ วันแล้ว มาลุกขึ้นจากนรกขุมที่ ๘ สักหน่อยดีไหม? ท่านนั่งบ้างนอนบ้างในนรกขุมที่
๘ คือไม่ใช่อยู่ในนรก แต่ว่าอยู่ที่บริเวณของนรกด้านนอก ไม่ต้องถูกทุกข์ทรมานมา
๒ วัน นั่งชมนรกขุมที่ ๘ ครบ ๗ วัน จะเดินทางไปนรกขุมที่ ๗ ขุมที่ ๖ บ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบเพราะว่าต่างคนต่างอยู่
ต่างคนต่างไม่ได้สนใจซึ่งกันและกัน
ก่อนที่จะจากนรกขุมที่ ๘ ไปชมนรกบริวาร อันนี้ก็มาพูดถึงปฏิปทาบารมีที่ท่านไปนรกขุมที่
๘ สักหน่อยดีไหม? ทั้งนี้ก็เพราะว่านรกขุมที่ ๑ ถึงขุมที่ ๒ ถ้าเราจะคุยกันว่าเพราะอะไรจึงมานรกขุมนั้นได้
ก็โปรดทราบว่านรกขุมนั้นที่เขาจะอยู่กันได้ก็มีบารมีไม่ถึงท่านที่มาอยู่ในนรกขุมที่
๘ มีบารมีต่ำกว่า แต่ทว่าถ้าเรารู้ถึงปฏิปทาของคนที่มานรกขุมที่ ๘ แล้ว ก็พอจะหยั่งลงได้
ว่าปฏิปทาของใครขนาดไหนจึงลงนรกขุมที่ ๑ ขุมที่ ๒ ขุมที่ ๓ ถึงขุมที่ ๗ เรียกว่ามีเจตนาไม่เท่ากับท่านที่ลงนรกขุมที่
๘ นรกขุมที่ ๘ นี่มีอาการลง ๒ อย่าง ๒ ประเภทด้วยกัน คือบางท่านที่มีบารมีมาก
ลงมาตั้งแต่ยังไม่ตาย พอทำกรรมนั้นเสร็จพอสมควรแก่กาลสมัย แผ่นดินทนไม่ได้แยกออก
ไม่ใช่ธรณีสูบ ท่านเรียกว่ามีความหนักมาก แผ่นดินทนไม่ไหว แยกออกไปเป็นช่องให้เลยลงนรกไป
แล้วก็สำหรับบางท่านที่มีบารมีน้อยไปหน่อย ก็ต้องรอถึงเวลาตายจึงจะลงนรก
สำหรับวันนี้ วันพุธนี้ เราพูดกันถึงเฉพาะท่านที่มีบารมีลงอเวจีมหานรก
แต่ทว่าคงนำมาไม่ได้ทุกคน เอามาเฉพาะบางท่าน พอสมควรแก่เวลา
มีบุคคลที่ยืนอยู่ข้างหน้า ที่พวกเราสนใจมากที่สุด
นั่นก็คือพระเทวทัต ความจริงพระเทวทัตนี่ ในสมัยที่เป็นมนุษย์ เป็นพี่ของพระนางพิมพา
ซึ่งเคยเป็นชายาของพระสิทธัตถราชกุมารที่มาเป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็เป็นลูกของลุงพระพุทธเจ้าเอง
ความจริงก็เป็นญาติสนิทกัน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ
เขาพากันออกบวช ท่านพระเทวทัตก็ออกบวชด้วย เมื่อบวชแล้วก็ได้ฌานโลกีย์ ได้อภิญญาสามารถเหาะเหินเดินอากาศ
เนรมิตอะไรต่ออะไรได้ ต่อมาก็มีความกำเริบใจ
|