|
ยมโลกียนรก ขุมที่ ๖-๑๐
ท่านสาธุชนทั้งหลาย
สำหรับเมื่อวันพุธก่อน ได้พาพวกพุทธบริษัทมานั่งพักนอนพักนรกขุมสุดท้ายของวัน
คือนรกขุมที่ ๕ ของยมโลกียนรก ซึ่งว่าด้วยการเรี่ยไร แล้วกีดกันเงินเรี่ยไรไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
เรื่องนั้นก็ว่ากันมาแล้ว เพื่อไม่ให้เสียเวลา วันนี้ขอพาท่านพุทธบริษัททัศนาจรนรกขุมที่
๖ ต่อไป
สำหรับนรกขุมที่ ๖ แห่งยมโลกียนรกนี้ มีชื่อว่า
ปิสสกปัพพตะนรก นรกขุมนี้มีชื่อบอกชัดว่าปัพพตะนี่แปลว่าภูเขา น่าคิด
ในนรกขุมนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัทมองดูให้ดี มองลงไปดูข้างหน้า จะเห็นว่าบริเวณทั้งหมดมีกำแพง
๔ ด้านกั้น เป็นบริเวณที่ใหญ่มาก แล้วจากกำแพง ๔ ด้านนั้น ก็มีไฟพุ่งเข้ามาหาส่วนกลาง
พุ่งเข้ามาทั้ง ๔ ทิศแล้วในบริเวณกำแพงนั้น มีบรรดาสัตว์นรกกลาดเกลื่อน นรกขุมนี้ดูแล้วมีคนมากจริงๆ
โอ้โฮ มากไม่น้อยไม่แพ้นรกขุมอื่น กลาดเกลื่อนไปหมดแล้ว นอกจากจะมีกำแพงกั้นแล้วก็มีภูเขาเหล็กใหญ่มหึมาไม่ใช่ภูเขาหิน
แล้วก็ไม่ขรุขระเหมือนหินธรรมดาบนภูเขา เรียกว่าเหล็กก้อนใหญ่เหมือนภูเขาดีกว่า
ท่านเรียกว่าปิสสกปัพพตะนรก เป็นนรกที่มีหินก้อนใหญ่คล้ายภูเขา เท่าๆ ภูเขาเป็นเหล็กก้อนใหญ่เท่าๆ
ภูเขา แล้วเหล็กนี่ก็ถูกเผาจนแดงโชน มีอยู่ใน ๔ ทิศด้วยกันประสานกัน กลิ้งเข้ากลิ้งออก
กลิ้งออกกลิ้งเข้าอยู่ตลอดเวลา แล้วบรรดาสัตว์นรกทั้งหลายเหล่านั้นก็พากันถูกบดขยี้ไปด้วยภูเขาเหล็กทั้ง
๔ ทิศ จะวิ่งหนีไปทางไหนนะไม่มีโอกาส แสงไฟที่พวยพุ่งเข้ามาก็มีความแรงมาก
ถูกเข้าที่ไหนพังที่นั้น พอพังแล้วก็เป็นเนื้อเต็มตามเดิม เรียกว่าการหมดไปสูญไปตายไปไม่มีสำหรับสัตว์นรก
เป็นแดนทรมาน เรียกว่าจะมีความสุขสักหายใจเข้าครึ่งท้องนี่ไม่มี เรียกว่าหายใจเข้าต้องไม่เต็มท้อง
ไม่ต้องถึงที่สุดของลมหายใจ ดึงลมหายใจเข้าไปสักนิดหนึ่งจัดว่าเป็นความสุข
เวลาเท่านั้นไม่มี ถูกไฟเผา ถูกภูเขาขยี้อยู่ตลอดเวลา กาลเวลาสำหรับในนรกขุมนี้ก็ไม่ทราบชัดเหมือนกันว่าเวลาเท่าไร
ท่านบอกว่าจะต้องเสวยผลไปจนกว่าจะหมดกฎของกรรม ระยะของกรรมชั่วนี้เขาให้เวลาเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ
นรกขุมนี้มีไว้ลงโทษใคร? โน่น ท่านพุทธบริษัทและพระคุณเจ้าที่เคารพ คนที่เขามีอินทรธนู
|